ผู้เสียหายชี้ภาพ 8 ตร.ปทุมธานี รีดทรัพย์ ด้านรองจเรตำรวจยันดำเนินคดีทุกข้อหา ไม่ช่วยผู้กระทำความผิด

วันที่ 30 มี.ค. 2569 เมื่อเวลา 15.00 น.ผู้เสียหายที่ถูกแก๊งตำรวจกองสืบสวน จังหวัดปทุมธานี อุ้มไปรีดทรัพย์ ได้เดินทางมาที่ สภ.ธัญบุรี พร้อมกับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เพื่อชี้ภาพ 8 ตำรวจที่ก่อเหตุเข้าค้นบ้านและอุ้มผู้เสียหายกับสามีไปรีดทรัพย์ โดยในวันนี้มี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รอง ผบช.ตชด.ช่วยราชการ ภ.1 ได้มาประชุมความคืบหน้า โดยมีพล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.จ.ปทุมธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดจังหวัดปทุมธานี เข้าร่วมประชุมด้วย

นางสาวยุวดี อายุ 29 ปี ผู้เสียหาย เล่าว่า เหตุเกิดเมื่อเช้าของวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา เวลา 07.27 น. ได้มีรถฮอนด้าสีขาว ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียนมาจอดในที่หน้าบ้าน 1 คัน ไม่เกิน 1 นาที มีรถตู้ รถตู้ตำรวจ ที่ติดป้ายว่า Police เข้ามาจอด แล้วได้เปิดประตูรั้วเข้าบ้านไปเลยโดยที่ไม่ได้เรียก เข้ามาเอง แล้วก็งัดประตูหน้าบ้านแต่เปิดไม่ออกก็ทุบ โดยไปทุบห้องของลูกสาว ให้ลูกสาวเรียกแม่กับพ่อออกมา แต่ทีเนี้ยเราได้ยินแล้วเราก็ออกมา พอเราเดินออกมา เขาก็บอกว่า มานี่มาฟังหมาย เขาก็ยืนอ่านหมายให้เราฟังหน้าประตูรั้วบ้านเรา แต่ว่าเราขอดูเอกสารใบที่เป็นหมาย เขาไม่ให้ดู ไม่ได้ให้มีการเซ็นใดๆ ทั้งสิ้น แล้วเขาก็เข้าไปในบ้าน เข้าไปตรวจค้นภายในห้องนอน พอเข้าไปในห้องนอนเขายึดโทรศัพท์มือถือของเราทั้ง 2 เครื่อง แล้วขอรหัสผ่านเดี๋ยวนั้นเลย โดยบอกว่าต้องการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของเรา แล้วก็เข้าค้นทุกห้องเลยว่ามีสิ่งผิดกฎหมายหรือเปล่า ซึ่งค้นแล้วทุกห้องมี 4 ห้อง แต่ไม่เจอสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ไปเจอสมุด 1 เล่มที่มีคนมากู้ยืมเงินเรา แล้วเราเขียนไว้ เราจดไว้ ประมาณ 13 คน ยอดเงินไม่ถึง 100,000 บาท เขาก็บอกว่า คุณปล่อยเงินกู้นะ ผิดกฎหมาย ขึ้นรถไปโรงพักเลย เราก็ขึ้นไปกับเขา พอไปถึงโรงพัก เขาก็บอกว่า มึงปล่อยเงินกู้ผิดกฎหมายมึงรู้ไหม ทรัพย์สินที่มึงมีอยู่จะถูกยึด ไม่ว่าจะบ้านหรือรถหรืออะไรทั้งสิ้นที่เป็นชื่อของมึง จะโดนยึดทั้งหมด ถ้ามึงไม่อยากโดนยึดทรัพย์สิน ไม่อยากให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย กูเรียก 200,000 หามาให้หน่อย แล้วหนูก็อยู่ที่โรงพักกับเขาสักพักนึงจนคุยกับแฟนว่า เราไม่มีหรอก 200,000 น่ะ เขาก็ไม่มีอยู่แล้วว่า เขาเอารหัสบัญชีธนาคารเข้าไปเช็กยอดเงิน เรามีเงินไม่ถึง 200,000 แน่นอน และทีนี้เขาก็เลยบอกว่า กูให้ 10 นาที หายได้ไหมเอาแค่ 100,000 บาท หาได้ไหม โทรหาใครก็ได้ มึงไม่สงสารลูกมึงบ้างเหรอ ถ้ามึงติดคุกกันไป ลูกมึงจะอยู่กับใคร 2 คน ใครจะเลี้ยงลูกมึง ป่านนี้ข้าวปลาก็ยังไม่ได้กิน ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง

หนูก็เลยคิดว่า ก็คิดถึงลูกเป็นห่วงลูก เพราะลูกต้องมาตั้งแต่เช้าข้าวปลาลูกก็ยังไม่ได้กิน เพราะปกติเราจะเป็นคนหาให้เขากิน เพราะเขายังเด็ก แล้วพอเราก็ยื่นข้อเสนอไป พี่หนูไม่มีเงินหรอก แต่หนูมีเป็นทอง พี่พาหนูกลับไปบ้านได้ไหม ทองอยู่ที่บ้านจำนวน 2 เส้น เส้นละ 1 บาท ทั้งหมดเป็นจำนวน 2 บาท เขาก็บอกได้ พอมาถึงก่อนถึงหน้าปากซอยบ้าน เขาให้โทรหาลูกสาว บอกว่าให้เอาทองมาให้หน่อยหน้าปากซอย ลูกสาวก็เดินเอาทองออกมาให้ แล้วก็ยื่นให้กับตำรวจที่อยู่บนรถคันนั้น แล้วตำรวจก็ได้ยื่นเงินมาให้หนู 10,000 บาท บอกว่ามาใช้เลี้ยงลูกเพราะพวกหนูไม่มีตังค์เหลือแล้ว แล้วเขาก็ถอยรถออกมาหน้าปากซอย แล้วก็เอาหนูมาทิ้งไว้ตรงป่าเลยปากซอยไปอีก เพื่อให้หนูเดินกลับ



ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ประสานผู้เสียหาย รวมถึงพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีนายเอกภพ เหลือง ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พาผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว และหลังจากนี้จะสอบปากคำเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะพฤติการณ์ในวันเกิดเหตุ

ในส่วนของคดีวินัย ผู้บังคับการได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรกที่รับทราบเรื่อง โดยมีรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานคณะกรรมการ ตรวจสอบควบคู่ไปกับคดีอาญา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง และจะรายงานผลเบื้องต้นให้ผู้บังคับการพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน รองจเรตำรวจแห่งชาติ ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจภูธรภาค 1 ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ให้ความเป็นธรรมทั้งกับผู้เสียหาย และผู้ถูกกล่าวหา

ขณะเดียวกัน ในกระบวนการสอบสวน หลังจากนี้จะมีการนำภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้เสียหายชี้ยืนยัน หากสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ชัดเจน ก็จะเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับตำรวจที่ถูกกล่าวหา ทั้ง 8 นาย พบว่า มียศตั้งแต่ระดับสารวัตร รองสารวัตร ไปจนถึงชั้นประทวน สังกัดหน่วยงานด้านกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่พฤติการณ์ในวันเกิดเหตุ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่มีการเข้าตรวจค้น จนถึงช่วงเวลาที่อยู่ภายในบ้านผู้เสียหายหลายชั่วโมง ตำรวจทั้ง 8 นายต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีการควบคุมตัวผู้เสียหายนานขนาดนั้น รวมถึงพฤติกรรมบางอย่างที่ปรากฏในภาพวงจรปิด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า คดีนี้จะดำเนินการอย่างโปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ก่อนสรุปสำนวนส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ตำรวจที่เข้าไปนั้นเป็นระดับสารวัตร 1 นาย ระดับรองสารวัตร 2 นาย และผู้บังคับหมู่ 6 นาย ทั้ง 8 นายเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษ หรือ นปพ. สังกัดกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี จากการสอบปากคำเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหาให้การว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบ จึงรวบรวมพยานหลักฐานไปขอศาลออกหมายค้นและหมายจับ ซึ่งศาลจังหวัดธัญบุรีได้อนุมัติหมายค้นอย่างถูกต้อง ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการตรวจค้น กลับมีข้อกล่าวหาจากผู้เสียหายว่า ถูกควบคุมตัวไปที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี และมีพฤติการณ์ข่มขู่เรียกทรัพย์ ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้บังคับการฯ ระบุว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ต้องตรวจสอบ โดยฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบไทม์ไลน์พบข้อพิรุธหลายจุด โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 07.00 น. และเสร็จสิ้นราว 08.00 น. ก่อนพาผู้เสียหายไปที่กองกำกับการสืบสวนในเวลาประมาณ 09.00 น. แต่กลับมีการควบคุมตัวไว้นานถึงช่วงเย็น ประมาณ 17.00 น. ซึ่งยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ชัดเจนว่า เหตุใดจึงต้องใช้เวลานานถึง 7-8 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นจากภาพวงจรปิด ที่ปรากฏพฤติการณ์เกี่ยวกับการรับส่งสิ่งของบางอย่างไปยังรถของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการเรียกรับทรัพย์หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่เตรียมเรียกสอบพยานเพิ่มเติมในทุกประเด็น

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ย้ำว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนจะเร่งสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียด โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ เช่น มีการเรียกรับเงินจริงหรือไม่ มีการต่อรองหรือข่มขู่หรือไม่ และเหตุใดจึงใช้เวลาควบคุมตัวนานผิดปกติ รวมถึงตรวจสอบว่าบันทึกการสอบสวนมีความครบถ้วนหรือไม่ พร้อมกันนี้ จะมีการนำภาพถ่ายของตำรวจทั้ง 8 นาย ให้ผู้เสียหายชี้ยืนยันตัวบุคคล เพื่อแยกพฤติการณ์ของแต่ละคนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับใด เนื่องจากผู้เสียหายอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่เป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงเชื่อว่าสามารถจดจำรายละเอียดได้

สำหรับตำรวจทั้ง 8 นาย ขณะนี้ยังอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของต้นสังกัด และอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนทั้งทางอาญาและวินัย โดยผู้บังคับการฯ ยืนยันว่า จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะการตรวจสอบพฤติการณ์รายบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจน เบื้องต้น หากเป็นไปตามที่ผู้เสียหายกล่าวหา จะมีกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องคือมาตรา 148, 149 เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจตำแหน่งโดยมิชอบคมขืนใจและจูงใจให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น โทษจำคุก 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 400,000 บาท หรือโทษสูงสุดประหารชีวิต และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปีหรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงข้อหาตามมาตรา 310, 337 กักขังหน่วงเหนี่ยว และบังคับข่มขืนใจให้ผู้อื่น ยินยอมกระทำตาม โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตร่างกายและเสรีภาพ และข่มขู่กรรโชกทรัพย์ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ หากพบว่าการกระทำเข้าข่ายความผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มียกเว้นและให้ประชาชนมั่นใจ