ญาติคาใจ! ลูกสาวรถจักรยานยนต์ล้มบาดเจ็บ กู้ภัยไม่นำส่งโรงพยาบาล แต่พาน้องส่งตำรวจจนเสียชีวิตคาโรงพัก แม่ติดใจการทำงานตำรวจกู้ชีพกับตำรวจ ผ่าน 1 ปี คดีไม่คืบหน้า
วันนี้ 8 มีนาคม 2569 ที่เพจสายไหมต้องรอด ญาติผู้เสียชีวิตเดินทางเข้าร้องทุกข์ ภายหลังลูกสาวเสียชีวิตคา สน.พหลโยธิน โดยเหตุการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2568 หรือเมื่อ 1 ปีก่อน นางสาววริศรา ลูกสาวอายุ 21 ปี ที่หญิงสาว ขี่รถจักรยานยนต์เพื่อเดินทางกลับที่พักแต่ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม บนถนนลาดพร้าว 43/2 เวลาประมาณ 02:20 น. เพราะฝนตกและถนนลื่น แต่แทนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิดังแห่งหนึ่ง จะนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล กลับนำตัวลูกสาวไปส่งให้ตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน โดยอ้างว่าผู้บาดเจ็บมีอาการมึนเมาและไม่มีบาดแผลรุนแรง ผู้บาดเจ็บนอนอยู่ที่โรงพักจนถึงเวลาประมาณ ตี 5 จนมีอาการชักและเสียชีวิตในเวลา6 โมงเช้าคาโรงพัก



นางสมาภรณ์ มารดาและครอบครัวติดใจว่า ทำไมเจ้าหน้าที่กู้ชีพจึงไม่นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที ทั้งที่ประสบอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ชีพอ้างว่าไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงภายนอก แต่มีกระดูกหัก 8 ซี่ และเลือดท่วมปอดภายใน หากลูกสาวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเร็วกว่านี้ก็อาจทำการรักษาได้และอาจไม่เสียชีวิต เพราะแพทย์แจ้งว่าลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะของการเลือดออกในปอดและใช้เวลานานจนทำให้เกิดอาการเลือดท่วมปอดได้ อีกทั้งจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่บอกว่าเมื่อนำน้องมาส่งโรงพยาบาลน้องไม่มีสติเข้ามาในสถานีในลักษณะการหิ้วปีก ไม่มีสติแล้ว มองว่าเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ส่วนไม่ใส่ใจปล่อยปละละเลย เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าติดต่อญาติไม่ได้ไม่มีเอกสารติดตัวและไม่ยอมไปโรงพยาบาล แต่มาทราบข้อมูลในภายหลังว่าเจ้าหน้าที่มีการเปิดดูฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์แต่พบว่าหน้าไม่ตรงจึงไม่ติดต่อยากตามที่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์ อีกส่วนหนึ่งที่คาใจคือเรื่องโทรศัพท์มือถือของผู้ตายที่อยู่ภายในตัวแต่ไม่ยอมโทรแจ้งหรือติดต่อญาติให้แม้แต่แฟนของผู้เสียชีวิตโทรไปก็ไม่รับสายอ้างว่านำไปชาร์จแบตและกว่าจะได้คืนต้องใช้เวลานานถึง 2 วันจนกระทั่งไปเจออีกครั้งโดยอ้างว่าโทรศัพท์มือถือหล่นในรถที่ใช้ในการขนลำเอียงศพ
ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากที่ตัดสินใจว่าจะแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ผู้ชีพและตำรวจในวันดังกล่าวกลับถูกตำรวจที่ทำคดีขู่ว่าให้คิดให้ดีๆเพราะอาจถูกแจ้งความกลับได้ จึงบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและผ่านมา 1 ปีแล้วคดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ตอนนี้จึงมองว่าตนเองเหมือนตายทั้งเป็นไม่เหลืออะไรแล้วหากจะฟ้องก็ยอม และเมื่อเกิดคดีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นจึงเป็นความเส้นสุดท้ายที่ตัดสินใจว่าจะต้องเอาผิดกลุ่มบุคคลเหล่านี้ให้ถึงที่สุดและจะไม่อยากให้มีใครต้องกลายเป็นแบบนี้


นายณัฐภัทร แฟนของผู้เสียชีวิต ยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตไม่ได้เมามาก และสามารถสื่อสารได้ตามปกติก่อนเกิดเหตุ หากได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลทันเวลาอาจรอดชีวิตได้ อีกครั้งเมื่อติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่กู้ชีพชุดดังกล่าวก็ไม่ได้รับคำขอโทษใดๆ และอ้างว่ามีประสบการณ์ในการทำงานกู้ชีพมาเป็นเวลา 10-20 ปี และยิ่งช้ำใจหนักเมื่อไปเห็นแช็ตกลุ่มของกู้ภัยมูลนิธิดังกล่าว มีการถ่ายภาพของแฟนสาวลงในกลุ่มกู้ภัยและมีข้อความในเชิงหัวเราะเยาะ เหมือนกับเห็นชีวิตคนเป็นของเล่น เชิงล้อเลียน จึงยิ่งรับไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาทำแบบนี้
ยอมรับว่าในวันดังกล่าวตนเองได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปรับแฟนสาว ก่อนจะให้แฟนขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกัน ซึ่งในระหว่างทางแฟนก็สามารถพูดคุยสนทนากันได้ และขี่รถจักรยานยนต์ตามมาจนถึงจุดเกิดเหตุระหว่างนั้นเกิดคลาดกัน ไปรอที่ซอยและที่พักของแฟนสาว แต่รออยู่นานหลายชั่วโมงก็ไม่มา จึงออกไปตามหา แต่พยายามโทรหาหาหลายชั่วโมงก็ไม่มีใครรับสาย สมเหตุสมผลยิ่งสงสัยว่าทำไมเจ้าหน้าที่จึงไม่โทรหาหรือรับสายของตนเอง

















