ครอบครัวคาใจ "น้องเกล 6 ขวบ" ถูกครูสาวต่างโรงเรียน ขับรถชนบนทางม้าลายขณะข้ามถนนหน้าโรงเรียนจนเสียชีวิต ผ่านมาร่วมเดือน ครูสาว-ญาติไม่สำนึกผิด ขู่ฟ้อง ประวิงเวลา อึ้งอีก! เจอร้อยเวร ขอส่วนแบ่งเงินประกัน 10 % หลังคดีสิ้นสุดเป็น "ค่าดูแลบริการ"
จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีขาว มีนางสาวกนกวรรณ อายุ 32 ปี อาชีพครู เจ้าของรถ ขับชนเด็กหญิงเกล อายุ 6 ปี นักเรียนชั้น ป.1 บนถนนสายสตึก-แคนดง บริเวณทางม้าลายหน้าโรงเรียน อำเภอคูเมือง จ.บุรีรัมย์ ขณะเดินข้ามถนนทางม้าลายจะไปโรงเรียนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา อีกทั้งครอบครัวยังมีการให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดีพยายามเจรจาไกล่เกลี่ยให้เรื่องจบ โดยอ้างว่า บริษัทประกันจะจ่ายเงินให้ 1 ล้านบาท แต่ตำรวจขอหักส่วนแบ่ง 10% โดยระบุว่าเป็นค่าดูแลให้บริการ

ล่าสุดวันนี้ (19 ก.พ. 69) พ่อแม่และปู่ของน้องเกล ได้ร้องทุกข์ต่อสื่อมวลชน โดยนายทองล้วน ปู่ของน้องเกล ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวออนไลน์ช่อง 8 ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คู่กรณีไม่ยอมรับผิด ทำให้ครอบครัวไม่สามารถเบิกเงินประกัน พ.ร.บ.ได้ และข่มขู่ครอบครัวว่าหากอยากได้เงินก็ให้ไปฟ้องศาล
วันนี้ ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับคู่กรณีผ่านทางโทรศัพท์ ก็รู้สึกว่า การขอโทษในวันนี้กับสองครั้งที่ผ่านมาที่เจอกัน กลับไม่มีคำเหล่านี้เลย มีแต่คำพูดที่กระทบต่อจิตใจ เพราะนอกจากจะไม่สำนึกผิด ไม่ขอโทษแล้ว ยังพูดจาข่มขู่ฟ้องร้อง และยืดระยะเวลาที่จะต้องได้เงินจากประกันในการเยียวยาครอบครัวไว้ให้นานที่สุด โดยมีญาติฝั่งคู่กรณี บอกว่าจะแจ้งความกลับแม่ของน้องเกล ว่าปล่อยให้ลูกข้ามถนนมาคนเดียว แล้วจะรื้อคดีทั้งหมดเพื่อยืดระยะเวลาในการจ่ายเงินประกัน
หลังจากที่มีโอกาสได้คุยกับคู่กรณี ตนก็ยังไม่รู้สึกเชื่อกับการที่ให้เหตุผลว่า รู้สึก "อึน" ตอนที่ญาติคู่กรณีข่มขู่ครอบครัวตน เนื่องจากในระหว่างที่คุยกัน ญาติพูดไม่เพรา ะคู่กรณีก็ยังไม่ห้าม นั่งอยู่เฉยๆ แล้วเจอกันสองครั้ง คุยกันตั้งนานยังรู้สึกอึนอยู่อีก ตนอยากฝากคู่กรณีว่า สามัญสำนึกของความเป็นคนยังอยู่ไหม คุณก็คนเราก็คนเหมือนกัน ในเมื่อทำผิดต้องรู้สึกสำนึก ในครั้งแรกต้องขอโทษไม่ใช่มาพูดจาข่มขู่เรา รวมถึงตอนนี้ตนยังรู้สึกข้องใจกับญาติคู่กรณีว่าทำไมยังไม่รู้สึกว่าอะไรผิดชอบชั่วดีเลย
คุณปู่ยืนยันว่า คุณแม่ไม่ได้ปล่อยให้น้องเกลข้ามถนนไปคนเดียว เพราะเกิดเหตุขณะที่กำลังจะไปส่งลูกที่โรงเรียน แม่เดินทางไปด้วยรถจักรยานยนต์โดยมีลูกคนเล็กนั่งข้างหน้า แม่เป็นคนขับนั่งตรงกลาง และมีน้องเกลนั่งข้างหลัง จังหวะที่น้องเกลลงจากรถ แม่กำลังจะจอดรถแล้วหันมาจูงมือน้องเกล แต่ในขณะนั้นน้องเกลเห็นเพื่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จึงวิ่งข้ามถนนไปจนทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะให้น้องเกลข้ามถนนไปคนเดียว

สำหรับเงินที่คู่กรณีเยียวยามาทั้งหมดเป็นเงิน 27,000 บาท โดยคู่กรณีจะให้เงินเยียวยา 100,000 บาท แล้วหักจากจากยอดที่จ่ายไปในครั้งแรก จากเดิมที่มีการเรียกร้องไป 300,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้คู่กรณีจะเยียวยาเพียงแค่ 50,000 บาทและหักจากยอดเงิน 27,000 ที่จ่ายไปก่อนหน้า ซึ่งตนฟังแล้วก็รู้สึกจุกอก ว่าหลานตนที่เสียไปมีค่าเท่านี้เองเหรอ ตนอยากเรียกร้องให้คู่กรณีรู้สึกสำนึกผิดจริงๆ รวมถึงญาติที่พูดจาข่มขู่ก็ต้องรู้สึกสำนึกผิดจริงๆ ด้วย ส่วนเรื่องเงินเยียวยาหลังจากนี้ตนไม่อยากจะพูดแล้วเพราะทางครอบครัวเจ็บช้ำมาเยอะ หลังจากนี้จะปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญา
ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับเงินค่าดูแล 10% นั้น ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้กำกับ สภ. คูเมือง ก็รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะผู้กำกับระบุว่าจะช่วยดูแลและให้ความเป็นธรรมอย่างถึงที่สุด และจะเปลี่ยนพนักงานสอบสวนคนใหม่
เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรไปถึงหลานสาวหรือไม่ คุณปู่พูดทั้งน้ำตาว่า ขอให้น้องเกลได้รู้เอาไว้ว่าปู่จะเอาความยุติธรรมมาให้หนูเอง ถึงแม้ว่าเราจะยากจน เราก็ชอบในความถูกต้อง คำขอโทษของคู่กรณีก็ไม่เคยมี แต่ปู่ขอยืนยันว่าจะปกป้องครอบครัวของเราให้ถึงที่สุด ขอให้น้องเกลสบายใจได้ ตอนนี้ทั้งครอบครัวยังรู้สึกเสียใจ กลับบ้านไปก็ยังคิดถึงหลานสาว

ซึ่งในวันเสาร์นี้จะมีการพูดคุยกับคู่กรณีกันอีกครั้งนึง แต่ตนรู้สึกไม่อยากคุยแล้วเพราะเหนื่อย เห็นหลานเราเป็นอะไรต้องมาพูดเรื่องจำนวนเงินกัน ใจจริงอยากจะให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมได้เลย และหลังจากนี้ทั้งครอบครัวก็จะต้องสู้กันต่อด้วยน้ำตา

















