"รองผบ.ฉก.ตาพระยา" ยืนยัน ไทยควบคุมพื้นที่บ้านคลองแผงไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ย้ำยังไม่พบท่าทีรุกล้ำจากกัมพูชา แต่มีการนำกำลังแฝงตัวเป็นชาวบ้านเฝ้าสังเกตการณ์พื้นที่ ด้านประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายจากการสู้รบ ร่ำไห้ เผยลำบากทุกวันเนื่องจากไม่มีที่อยู่ และหน่วยงานยังไม่เยียวยาหรือดูแล ตามที่นายกฯ สั่ง

วันที่ 5 ก.พ. 2569 พลตรี วินธัย สุวารี หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และโฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยคณะศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก และกองกำลังบูรพา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่มาบริเวณ บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ที่เป็นพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานศุลกากรฝั่งกัมพูชาที่รุกล้าเข้ามายังพื้นที่ทับซ้อน แต่ปัจจุบันทหารได้สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ โดยได้ทำลายทิ้งทั้งหมดแล้ว

โดยมีพ.อ.ปฐมพล วงพิเดช รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจตาพระยา ชี้แจงถึงสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ตาพระยา ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะจุดผ่อนปรนชายแดนในพื้นที่บ้านบึงตะกวน และบ้านคลองแผง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวหลักเขตแดน โดยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักเขตที่ 36 ซึ่งตรวจพบว่าหลักเขต 36 มีเพียงส่วนบน แต่ไม่มีฐานล่าง โดยสันนิษฐานว่ามีการเคลื่อนย้ายหลักเขต ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายอ้างแนวเขตไม่ตรงกัน และกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนมาจนถึงปัจจุบัน

พ.อ.ปฐมพล ระบุว่า ตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพามีกำหนดหลักเขตทั้งหมด 24 หลัก โดยเป็นหลักเขตที่เห็นตรงกัน 13 หลัก และไม่ตรงกัน 11 หลัก ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหาการรุกล้ำในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณหนองจาน หนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้อ้างสิทธิ์พื้นที่ตั้งแต่หลักเขตที่ 33 ถึง 36 พร้อมปักหมุดและเคลื่อนไหวกำลังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายไทยก็ยืนยันแนวอ้างอิงของตนเช่นกัน และมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่

อย่างไรก็ตาม พ.อ.ปฐมพล ระบุว่า พบการลักลอบรุกล้ำโดยใช้ชาวบ้านและกำลังในลักษณะพลเรือนเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ พร้อมขุดหลุมตั้งรับตลอดแนวถนน k 5 รวมถึงการใช้สิ่งปลูกสร้างเป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบการรุกล้ำรวมกว่า 389 หลังคาเรือน ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการรื้อถอนและเคลียร์พื้นที่จนแล้วเสร็จ ปัจจุบันสามารถสถาปนาแนวตั้งรับและควบคุมพื้นที่ได้อย่างมั่นคง เป็นวันที่ 56 นับตั้งแต่เข้าควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา // แต่ในส่วนประชาชนของกัมพูชา ขณะที่เกิดการปะทะกันนั้น ได้อพยพก่อนเราไปประมาณ 2 วัน ซึ่งเราอพยพช้ากว่า เนื่องจากเราไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะไปทำลายหรือรุกล้ำ แต่ในเมื่อกัมพูชาเปิดฉากมาหาเราก่อน เราจึงจำเป็นจะต้องอพยพไปด้วย รบไปด้วยในวันนั้น

ด้าน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กองทัพบกยังคงควบคุมพื้นที่อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมย้ำว่าข้อมูลด้านการข่าวพบว่า การเคลื่อนไหวบางส่วนไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นกำลังของทหารหรือเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่แฝงตัวมาในลักษณะพลเรือน

พลตรีวินธัย ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญได้ทั้งหมด โดยเฉพาะจุดที่เคยใช้เป็นพื้นที่คุกคามหรือใช้อาวุธทำร้ายกำลังพลและประชาชน พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติเป็นไปตามกรอบกติกาสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ และยังใช้กลไกการประชุมในระดับพื้นที่และระดับภูมิภาค หรืออาร์บีซี (RBC) อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันว่า ยังไม่มีการเพิ่มกำลัง ใช้กำลังเท่าเดิม เน้นการเสริมความมั่นคงของแนวตั้งรับ การเฝ้าระวัง และป้องกันการยั่วยุ โดยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ พ.อ.ปฐมพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กำลังพลของฝ่ายกัมพูชาที่แฝงตัวเป็นประชาชนบริเวณถนน K5 ยังไม่มีการรุกคืบเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่วนสถานการณ์โดยรวม ยังคงต้องมีการเก็บกู้วัตถุระเบิดทั้งที่ประชาชนซึ่งกลับเข้ามาในพื้นที่ที่พบเจอ ทั้งระเบิดแสวงเครื่อง ทุ่นระเบิดเก่าและใหม่ โดยจะมีการรวบรวมวัตถุระเบิดที่พบเพื่อนำไปแยกว่า ส่วนไหนที่สามารถทำลายทิ้งได้เลย และส่วนไหนที่จะต้องนำไปทำลายนอกสถานที่ โดยขณะนี้ยังพบอยู่ทุกวัน


จากนั้นทหาร ได้พาคณะสื่อมวลชน ไปดูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกระสุน BM-21 ซึ่งเป็นบ้านของนางผ่องศรี ระพันธ์ เจ้าของบ้านที่ได้รับความเสียหายจากกระสุน BM-21 เล่าทั้งน้ำตาว่า รู้สึกเสียใจที่ไม่มีที่อยู่ เพราะคนอื่นกลับบ้านเขามีที่อยู่ แต่เราไม่มีที่อยู่ โดยที่บ้านมีคนพักอาศัยอยู่ประมาณ 7 คน ตอนนี้มีความลำบากเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนแรกไปอาศัยอยู่บ้านน้องสาว แต่ก็อึดอัด เพราะน้องสาวก็มีครอบครัว ตอนนี้ก็เลยมาอาศัยนอนอยู่ที่ครัว อยู่ในห้องที่พอนอนได้

ทั้งนี้ตนเองเมื่อเห็นทหารอยู่แนวชายแดน เห็นรถถังก็รู้สึกอุ่นใจ เพราะทหารเป็นที่พึ่งของเรา

 

 

 

ส่วนการชดเชยเยียวยานั้นตอนนี้ยังไม่รับเงิน แต่ได้ยินว่า จะได้รับ 230,000 บาท ซึ่งตอนนี้ได้แค่ค่าครองชีพประมาณ 70,000 บาท ซึ่งหลังจากโดนกระสุน BM-21 ข้าวของเครื่องใช้อะไรพังหมด เหลือแค่เสื้อผ้า ยอมรับว่า ตอนที่มาเห็นบ้านตนเองถึงกับพูดไม่ออก และเมื่อใครถามถึงบ้าน ก็มีแต่น้ำตา เพราะบ้านหลังนี้เป็นมรดกของพ่อแม่ ที่เราสร้างต่อมาก็ได้แค่นี้

ส่วนจะรื้อใหม่ทำใหม่หมดเลยหรือไม่นั้น ต้องดูงบประมาณ ซึ่งตอนแรกทางการจะนำรถแบ็กโฮมารื้อบ้าน แต่เราไม่ยอม เพราะว่า เงินก็ยังไม่ได้รับ และในฐานะคนชายแดนก็ติดตามข่าวทุกวัน อย่างเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ก็บอกว่า ให้เตรียมตัวอพยพ ตนเองก็เก็บเสื้อผ้าที่เหลือเตรียมไว้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ยังอยู่ที่นี่ อีกทั้งยังเห็นทหารผ่านไปผ่านมาเลยไม่รู้สึกกลัว ซึ่งตนจะอยู่จนกว่าทางการให้อพยพ

นางผ่องศรี ยังบอกอีกว่า ก่อนหน้านี้นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่มาดูบ้านตนเองแล้ว และได้มีการสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งดูแล และเยียวยา ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ว่า ปัจจุบัน ก็ยังไม่มีการดูแลใด ๆ เพิ่มเติม รวมถึงยังไม่มีการเยียวยาด้วย