"เหยื่อสาว" ร้องสภาทนายความ จี้ถอนใบอนุญาตทนายหื่น แอบถ่ายห้องน้ำปั๊ม พบรูปนับพันใบที่ถูกแอบถ่าย เผยผู้ก่อเหตุไม่ควรใช้ชีวิตปกติ เพราะสร้างปมในใจให้คนอื่น ด้านสภาทนายความ เผยพฤติกรรมดังกล่าวมีโทษร้ายแรงถึงขั้นลบชื่อ

วันนี้ 3 ก.พ. 2569 ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ พานางสาวภาวิดา หรือ “น้องฟ้า” อายุ 25 ปี ผู้เสียหายจากเหตุถูกแอบถ่ายภาพโดยทนายความรายหนึ่ง ภายในห้องน้ำปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เข้าพบสภาทนายความ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและติดตามการลงโทษทางวิชาชีพ

นางสาวภาวิดา เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03.00 น. ขณะตนเดินทางไปท่องเที่ยวที่ทะเลบางแสน และกำลังจะกลับกรุงเทพมหานคร จึงแวะเข้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเพื่อใช้ห้องน้ำ เมื่อเข้าไปพบว่าห้องน้ำสกปรก จึงใช้น้ำล้างทำความสะอาดจนห้องน้ำสะอาดพื้นสะท้อนเงาก่อนจะนั่งทำธุระส่วนตัว

ระหว่างนั้นสังเกตเห็นเงาลักษณะคล้ายศีรษะโยกไปมาอยู่ในห้องข้างๆ จึงก้มมองไปที่พื้นแต่ไม่เห็นเท้า ทำให้ในตอนแรกคิดว่าอาจเป็นผี กระทั่งสังเกตเห็นว่าเงาดังกล่าวมีลักษณะเป็นผมของผู้ชาย จึงรีบสวมกางเกง และออกจากห้องน้ำไปหาแฟนหนุ่มที่รออยู่ด้านนอก จากนั้นได้ซุ่มรอดูบริเวณหน้าห้องน้ำประมาณ 4 นาที ก่อนจะเห็นชายคนหนึ่งชะโงกศีรษะออกมาจากห้องน้ำ แฟนหนุ่มจึงเข้าไปควบคุมตัว และซักถามว่ามาทำอะไรในห้องน้ำผู้หญิง โดยชายคนดังกล่าวอ้างว่า “เข้าห้องน้ำผิด”

ผู้เสียหายจึงขอตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของชายคนดังกล่าว แต่ฝ่ายผู้ก่อเหตุมีท่าทีไม่ยอมให้ดู ตนจึงขู่ว่าในรถมีตำรวจมาด้วย ทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดอาการตกใจ และบอกว่าจะลบภาพให้ ยิ่งทำให้มั่นใจว่าถูกแอบถ่ายจริง จึงพยายามแย่งโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะพยายามวิ่งหลบหนี

อย่างไรก็ตาม แฟนหนุ่ม และเพื่อนซึ่งเป็นตำรวจสามารถดักจับไว้ได้ พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือไว้ตรวจสอบ พบว่ามีภาพของผู้เสียหายถูกแอบถ่ายจำนวน 4 ภาพ และยังพบภาพผู้หญิงคนอื่นที่ถูกแอบถ่ายภายในห้องน้ำอีกเป็นจำนวนหลักพันภาพ โดยมีพฤติกรรมก่อเหตุมานานกว่าหนึ่งเดือน ต่อมาได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเมื่อเข้าตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุมีอาชีพเป็นทนายความ จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน โดยผู้ก่อเหตุอ้างว่าไม่รู้ตัวว่ากระทำผิด

 

 

สำหรับสาเหตุที่เดินทางมาร้องเรียนที่สภาทนายความในวันนี้ เนื่องจากผู้เสียหายทราบข่าวว่าผู้ก่อเหตุถูกลงโทษทางวินัยเพียงการพักใช้ใบอนุญาตทนายความเป็นเวลา 3 ปี จึงเกิดความกังวลว่าหากพ้นโทษแล้วอาจกลับไปก่อเหตุกับผู้อื่นอีก นอกจากนี้ หากผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นทนายความสามารถหลุดรอดไปได้ จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกฎหมาย จึงต้องการให้มีการลงโทษอย่างถึงที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยมีความเข้มแข็ง และผู้ก่อเหตุไม่ควรกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เนื่องจากการกระทำได้สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้อื่นอย่างร้ายแรง

ผู้เสียหายยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างปมทางจิตใจอย่างรุนแรง ปัจจุบันมีอาการมือสั่น ฝันร้าย ไม่กล้าใช้ห้องน้ำสาธารณะ ต้องอดทนกลับไปเข้าที่บ้าน บางครั้งต้องไปใช้ห้องน้ำคนพิการ และต้องให้แฟนหนุ่มคอยยืนเฝ้าหน้าห้องน้ำตลอดเวลา

ดังนั้นในคดีนี้ ผู้เสียหายยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด และไม่ยอมรับเพียงการพักโทษ เพราะหากผู้ก่อเหตุกลับมาประกอบอาชีพทนายความอีกครั้ง ประชาชนอาจไม่กล้าเข้าใกล้หรือใช้บริการทางกฎหมาย

 

 

ผู้เสียหายยังเปิดเผยว่า ได้ติดต่อสอบถามแฟนสาวของผู้ก่อเหตุ ซึ่งยอมรับว่าผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมลักษณะนี้มานานกว่า 10 ปี และรับรู้มาโดยตลอด รวมทั้งให้ข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุเคยถูกจับกุมมาแล้ว 1 ครั้ง และผู้ก่อเหตุอ้างกับแฟนสาวว่ากระทำไป เพราะความเครียด

ขณะเดียวกัน หลังจากที่ผู้เสียหายนำภาพหลักฐานบางส่วนจากโทรศัพท์ของผู้ก่อเหตุไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ พบว่ามีผู้เสียหายอย่างน้อย 3 ราย ติดต่อเข้ามาพร้อมสามารถจดจำลักษณะของผู้ก่อเหตุได้

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้ก่อเหตุเฉพาะในห้องน้ำปั๊มน้ำมันเท่านั้น แต่รวมถึงสถานศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยด้วย โดยผู้ก่อเหตุได้ให้การรับสารภาพว่าเคยเข้าไปแอบถ่ายภาพภายในมหาวิทยาลัย และ เชื่อว่าในช่วงเวลาเดียวกันอาจมีผู้เสียหายที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกันอีก จึงขอประชาสัมพันธ์ใครที่คิดว่าเป็นผู้เสียหายที่เข้าห้องน้ำปั๊มน้ำมันสีน้ำเงิน ถนนข้าวหลาม จังหวัดชลบุรี ก่อนขึ้นทางด่วนขาเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเวลา 4 ทุ่มของวันที่ 30 มกราคมถึง ตี 3 ของวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ให้ติดต่อตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี เพราะอาจจะถูกแอบถ่ายเช่นเดียวกับเธอ

รวมถึงผู้เสียหายรายอื่นอยากให้ออกมาเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง อย่างตัวเธอเองในช่วงแรกไม่กล้าเปิดเผยตัวตน เพราะเป็นเรื่องที่น่าอาย แต่การออกมาแสดงตัวจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และเป็นการเตือนภัยให้ผู้หญิงทุกคนเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

 

 

ด้านนายสรัลชา ศรีชลวัฒนา อุปนายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และกรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 2 เผยว่า อยากขอชี้แจงว่า ที่มีกระแสข่าวออกมาว่าทางสภาทนายความจะลบชื่อออกเป็นเวลา 3 ปีนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งทางผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องร้องทางสภาทนายความ เพราะเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ทางตำรวจสามารถดำเนินการทางคดีอาญาได้เต็มที่

ในส่วนของทนายความผู้กระทำความผิด พบว่ามีการกระทำความผิดมาแล้วหลายครั้ง ทางสภาทนายความจะต้องดำเนินคดีมรรยาททนายความ อีกทั้งในคดีนี้มีความผิดร้ายแรงซึ่งหากดูในอดีตก็มีการลบชื่อออกไป คาดว่าใช้ระยะเวลาในการดำเนินการไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้ผู้เสียหายสบายใจว่าทางสภาทนายความไม่ได้ช่วยพวกเดียวกัน

นายสรัลชา เผยต่อว่า หลังจากถูกลบชื่อครบ 5 ปี หากพบว่าทนายความคนดังกล่าวกลับมายื่นขอจดทะเบียนอีกครั้ง ทางสภาทนายความจะพิจารณาถึงพฤติกรรมในช่วง 5 ปีว่ามีการกระทำความผิดซ้ำหรือไม่หรือมีการกระทำความดีอย่างไร โดยผู้พิจารณาจะเป็นบอร์ดสภาทนายความ

“เราขอเรียนว่าทนายความ มีเกือบแสนคน ประมาณ 9 หมื่นคน ในองค์กร พยายามขจัดพวกนี้ออกไปจากองค์กรของเรา ทุกเดือนเราจะมีการลบชื่อ ใบอนุญาต บางท่านที่มีโทษเบา ก็จะพักใบอนุญาตไม่เกิน 3 ปี หากเป็นโทษร้ายแรงก็จะถอนชื่อ ซึ่งในหนึ่งเดือนก็จะลบชื่อประมาณ 5-6 คน“ นายสรัลชา กล่าว

ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องส่งเรื่องต่อประธานมรรยาททนายความเพื่อรับเรื่อง ต่อจากนั้นจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมกับส่งหนังสือเรียกให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาเพื่อทำการสอบสวน หากพบว่าทนายคนดังกล่าวไม่เข้ามาตามหนังสือเรียก ทางสภาทนายความก็มีสิทธิ์ที่จะสอบสวนฝ่ายเดียวได้ตามพยานหลักฐานที่มี ก่อนจะส่งผลการตัดสินจากประธานมารยาททนายความ มาให้คณะผู้บริหารตัดสินเป็นขั้นสุดท้าย

สุดท้ายนายสรัลชา บอกว่า หากใครรู้ตัวว่าเป็นผู้เสียหาย สามารถเข้าไปร้องทุกข์ได้ เพราะจะทำให้คดีเป็นหลายกรรม แล้วทำให้ผู้ก่อเหตุติดคุกหลายปี ซึ่งในคดีอาญาเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน และอัยการเป็นผู้สั่งฟ้อง แต่หากผู้เสียหายต้องการให้สภาทนายความช่วยเหลือ ทางสภาทนายความยินดีที่จะช่วยเหลือ