เด็กออทิสติก ชั้น ป.4 ผวาบ่อย ร้องไห้ พูดและเขียนซ้ำๆ "เสียใจ" แม่สอบถามแทบทรุด ถูกครูผู้ช่วยจับขัง "ตู้เหล็ก" ร้อง ดร.แก้วช่วยเอาผิด

วันที่ 12 ม.ค. 2569 น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี ได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ เดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมกับ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” ว่าลูกชายออทิสติก วัย 12 ปี นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี จู่ๆ มีอาการหวาดกลัว ร้องไห้บ่อย พร่ำเพ้อร้องแต่คำว่า "ตู้" และเขียนคำว่า "เสียใจ" ซ้ำๆ ลงในกระดาษ ครอบครัวจึงซักถามจนทราบว่า ถูกคุณครูผู้ช่วยทำร้ายร่างกายภายในโรงเรียน ด้วยการใช้ไม้บรรทัดเหล็กกรีดที่ขาจนเกิดบาดแผล และถูกจับขังไว้ในตู้เหล็กภายในห้องเรียนนานเกือบ 1 ชั่วโมง ส่งผลให้ลูกชายมีสภาพจิตใจย่ำแย่ หวาดกลัว ไม่กล้าไปโรงเรียน หลังเกิดเหตุผ่านไปนานนับเดือน ผู้อำนวยการโรงเรียนเคยรับปากจะดำเนินการเด็ดขาด แต่จนถึงขณะนี้กลับอ้างว่า ต้องรอผลสอบปากคำจากตำรวจ ครอบครัวจึงหวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

ภาพจากกล้องวงจรปิด เวลา 15.30 น. วันที่ 12 ธ.ค. 68 จับภาพคุณครูประจำชั้นพาลูกชายเดินออกมาจากห้องเรียนเป็นคนสุดท้าย โดยมีคุณครูผู้ช่วยพาออกมา จากการสังเกตเห็นลูกชายมีอาการซึม และเดินลักษณะคล้ายเจ็บขา ไม่เหมือนเดิมกับตอนที่เดินเข้าห้องคอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจากกล้องไม่มีเสียงจึงไม่สามารถยืนยันได้

น.ส.เอ (นามสมมุติ) แม่ของเด็กผู้เสียหาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 น้องสาวได้ไปรับลูกชายของตนหลังเลิกเรียนตามปกติ แต่เมื่อขึ้นรถลูกชายบอกกับน้าว่า "เจ็บ" "ดื้อ" "เข้าตู้" และมีรอยแดงที่ขา น้องสาวจึงถ่ายรูปและส่งไปให้คุณครูประจำชั้นดู ซึ่งคุณครูแจ้งว่าให้รอวันจันทร์จะขอสอบถามเพื่อนในห้องก่อน พอวันจันทร์หลังเลิกเรียน คุณครูประจำชั้นได้แจ้งมาว่า ได้อัดคลิปเสียงเพื่อนของลูกชายเล่าว่า ลูกชายโวยวาย ดื้อ คุณครูผู้ช่วยรำคาญจึงหยิกและเอาลูกชายเข้าไปขังในตู้เหล็ก

ครอบครัวไม่นิ่งนอนใจจึงได้ไปลงบันทึกประจำไว้ที่ สภ.บางบัวทอง เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 68 เพื่อขอดูกล้องวงจรปิดที่โรงเรียนและแจ้งให้กับทางผู้อำนวยการโรงเรียนรับทราบ แต่ทางผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้งว่า ในห้องคอมพิวเตอร์ไม่มีกล้อง และได้เรียกคุณครูประจำชั้นกับคุณครูผู้ช่วยมาสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณครูผู้ช่วยปฏิเสธว่าไม่ได้นำลูกชายเข้าตู้เหล็ก และยังบอกอีกว่าที่ห้องคอมพิวเตอร์ไม่มีตู้เหล็กด้วย

ทางครอบครัวจึงขอขึ้นไปดูที่ห้องคอมพิวเตอร์ และเรียกเพื่อนของลูกชาย 2 คน ที่อยู่ในเหตุการณ์มาด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนได้สอบถามกับเด็กทั้ง 2 คน ซึ่งให้การตรงกัน และตนได้ขอให้พาไปดูตู้เหล็กหน่อย เมื่อมาถึงหน้าห้องคอมพิวเตอร์ก็พบตู้เหล็กขนาดใหญ่ จำนวน 2 ตู้ ทางผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้งว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทันที ตนจึงได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายและพาลูกชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล

ตอนนี้ลูกชายมีภาวะหวาดกลัว ร้องไห้ เขียนคำว่า "เสียใจ" ซ้ำๆ ลงในกระดาษ และพูดว่า "เสียใจ" ที่ถูกเอาเข้าตู้ ซึ่งด้วยความพิการของลูกชายคือดาวน์ซินโดรม พิการทางสมอง จะมีความจำเป็นช่วงเวลาที่สั้น พอนึกได้ก็เกิดอาการแพนิคอีก และทางโรงเรียนก็ยังไม่สามารถเอาความผิดคุณครูผู้ช่วยได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนเคยรับปากจะดำเนินการเด็ดขาด แต่จนถึงขณะนี้กลับอ้างว่าต้องรอผลสอบปากคำจากตำรวจ และยังบอกให้รอตำรวจเรียกสอบสวนอีกที วันที่ 27 ธ.ค. 68 ซึ่งครอบครัวหวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเดินทางมาร้อง ดร.แก้ว เพื่อให้ช่วยเหลือ

น.ส.บี (นามสมมุติ) น้าสาวของเด็กผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนเป็นคนเลี้ยงดูและอยู่กับน้องตลอด ช่วงหลังๆ ทุกครั้งเวลาตื่นนอน หากน้องนึกได้ก็จะพูดสบถขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ บางครั้งมีคำหยาบคาย มีอาการโมโหและโกรธ ลงท้ายด้วยร้องไห้เสียใจ ทุกครั้งที่มีการพูดสบถคำหยาบก็จะมีชื่อของคุณครูคนนั้นออกมาด้วย ซึ่งตนไม่เคยถามหรือตอกย้ำใดๆ แต่ทุกครั้งที่ตนคุยโทรศัพท์น้องก็จะรับรู้ว่าพูดถึงเรื่องเขาอยู่และจะมีอาการโมโห วนๆ อยู่แบบนี้ ก่อนหน้านี้น้องไม่เคยมีอาการใดๆ และมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก แต่เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งรออะไรนานๆ ก็ไม่ได้ รวมถึงเวลานอนก็จะมีอาการผวาตลอด ตนรู้สึกแย่มากที่น้องต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

ดร.ปรเมศร์ หรือ ดร.แก้ว กล่าวว่า วันนี้ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากทางคุณแม่และคุณน้าของน้องวัย 12 ปี ได้ดูรายละเอียดแล้วสิ่งที่บกพร่องก็คือความล่าช้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ครอบครัวลงบันทึกประจำวันตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 68 แต่มีสอบปากคำแค่ครั้งเดียวและผลแพทย์ยังไม่ออก ทางโรงเรียนและกระทรวงศึกษาก็ยังไม่มีผลอะไรออกมา ฝากถึงพ่อ แม่ พี่น้องประชาชน คนปกติธรรมดายังสงสารมาก แต่เคสนี้น้องเป็นออทิสติกด้วย ยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก ตนรู้สึกสงสารและเห็นใจมากๆ

กระทรวงศึกษาธิการที่ต้องให้ความรู้การศึกษาแก่เด็กและให้คุณครูมาดูแลเด็ก แต่กลับเป็นคนที่มาทำร้ายร่างกายและทำร้ายจิตใจของเด็กเอง ตนไม่ได้กล่าวหาแต่จากที่ได้รับข้อมูลมาทั้งประจำวันและบันทึกที่คุณแม่ทำขึ้นมา ก็เชื่อว่าคู่กรณีไม่สมควรที่จะเป็นคุณครูอีกต่อไป ซึ่งทางตนจะช่วยด้านคดีอาญา และดำเนินการทางวินัยกับคุณครูคนดังกล่าวเพื่อให้ความเป็นธรรมกับคุณแม่ให้เร็วที่สุด