"ภาคภูมิ" อดีตลูกน้องคนสนิท เชื่อมีเครือข่ายสีกากียังภักดี "บิ๊กโจ๊ก" หลังพบใช้ สน. แห่งหนึ่งรับแจ้งความ ส่วนคลิปเสียงที่อัดไว้ เหตุเชื่อว่าต้องมีวันที่กลายเป็นแพะ
กรณีที่ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่งทนายความไปฟ้องคณะเพื่อการสอบสวนคดีติดสินบนที่ สน.พหลโยธิน เมื่อวานนี้ (6 ม.ค.) และทนายความมีการพูดถึง พัน.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ว่าที่นำหลักฐานต่างๆ มาให้ตำรวจเนื่องจากมีข้อแลกเปลี่ยนกรณีที่มีคดีของภรรยาและน้องสาวภรรยาอยู่ในชั้นของ ป.ป.ช. นั้น
ล่าสุด (7 ม.ค. 2568) ทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม พัน.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่า สิ่งที่ทนายความพูดเมื่อวานนี้อยู่ในคดีเดียวกันคือคดีเว็บพนันมินนี่ ซึ่งในคดีดังกล่าวทาง บิ๊กโจ๊กก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน ซึ่งเป็นคนละคดีกัน การที่ตนมาเป็นพยานในคดีเรื่องทองก็คนละคดีกับคดีมินนี่ มันไม่เกี่ยวกัน แล้วผมก็ไม่เข้าใจความหมายที่เขาเอาไปให้สัมภาษณ์ว่ามันจะเกี่ยวข้องอะไรกัน
มองว่าสิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์ไป เพื่อเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของตนโดยเน้นไปที่ครอบครัว มีการปล่อยข่าวว่าน้องภรรยาตนหลบหนีไปต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงคดีนี้น้องภรรยาตนได้เข้ามอบตัวไปแล้วตั้งแต่ปี 2566 และสิ่งที่เจ้านายพูดก็สอดคล้องกับ IO ที่มีการโจมตีตน แต่ตนไม่เป็นไร ตนเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของเขาว่าจะทำอะไร แล้วตนบอกว่ามันสกปรกเกินไป ทนายพวกนี้ตนก็เพิ่งเคยเห็นหน้า เป็นทนายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน
พัน.ต.อ.ภาคภูมิ ยังตั้งข้อสังเกตกรณีที่ 1 ใน 6 ผู้ถูกกล่าวหาที่ไปแจ้งความว่าถูกอุ้ม ถูกค้นบ้านพักที่สุราษฎร์ธานี แต่ทำไมถึงมาแจ้งความที่ สน.บุปผาราม ไม่ใช่เพราะว่ามีนายตำรวจเป็นเครือข่ายของอดีตผู้บังคับบัญชาหรือไม่ และมีการย้ายมาจากอีก สน. หนึ่งซึ่งเป็น สน. ที่เคยรับแจ้งความของคดีอดีตผู้บังคับบัญชา
นอกจากนี้ พัน.ต.อ.ภาคภูมิ ยังเล่าว่า ในวันที่มีการไปส่งทองที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในคลิปที่ปรากฏในการแถลงข่าวเป็นการถ่ายมาจากคนของตนเองที่อยู่ในรถคันเดียวกัน รวมถึงรถที่จะสะกดรอยตามไปก็เป็นรถของพวกตนเพื่อเป็นการเก็บหลักฐาน พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่ได้รู้จักกับนาย ส. เป็นการส่วนตัว แต่ว่านาย ส. เป็นผู้ประสานงานระหว่าง “บิ๊กโจ๊ก” ตนและกรรมการ ป.ป.ช. เพราะทั้งตนและกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้คุยกับทางบิ๊กโจ๊กแบบอย่างเดิมแล้ว จึงต้องมีคนกลางประสานงาน ซึ่งมันมีรายละเอียดมากกว่าที่มีการแถลงข่าวแต่ไม่สามารถบอกได้
ส่วนสาเหตุที่มีการอัดเสียงเพราะเริ่มจับได้ว่าจะมีการจัดฉากให้ตนเป็นผู้รับผิดแทน จึงต้องมีการอัดเสียงไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง เพราะมองว่าตนเองและนาย ส. จะวางแผนหักหลังบิ๊กโจ๊กไปเพื่ออะไรเลย แต่หลังจากเกิดเรื่องตนก็ไม่ได้ติดต่อกับนาย ส. อีกเลย นอกจากนี้จะแจ้งคดีความกลับกรรมการ ป.ป.ช. ที่มาแจ้งความตนเองว่าแจ้งความเท็จ ทั้งที่กรรมการคนดังกล่าวก็ทราบรายละเอียดดีอยู่แล้ว
พัน.ต.อ.ภาคภูมิ บอกอีกว่า เรื่องนี้ใกล้จบแล้ว ลูกน้องหลายคนมาให้การให้ข้อมูลกับทางตำรวจ พร้อมบอกว่าอยากให้บิ๊กโจ๊กออกมาพูดความจริง สิ่งที่เขาทำมันทำลายลูกน้องคนใกล้ชิด ครอบครัว ทุกคนเดือดร้อนกันไปหมด ยอมรับตนหมดศรัทธาในตัวอดีตผู้บังคับบัญชา คนเป็นหัวหน้าคนแค่รับผิดชอบในเรื่องตัวเองยังไม่ได้ มันเป็นมาตรฐานความเป็นมนุษย์ อยากให้มีสักครั้งหนึ่งที่ท่านแสดงความเป็นสุภาพบุรุษและตอนนี้ก็บอกว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม
และทาง พัน.ต.อ.ภาคภูมิ ยินดีที่จะไปออกรายการไม่ว่ารายการไหนแต่ขอออกพร้อม 6 คนที่ถูกกล่าวหา หรือถ้าเขาไม่กล้าเผชิญหน้าตนยินดีโฟนอิน เพื่อพิสูจน์ความจริงกันไป

















