ไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ต-เรือนำเที่ยว! เสียหายหนักกว่า 10 ลำ บริเวณท่าเทียบเรือฉลอง จ.ภูเก็ต เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด ล่าสุดคุมเพลิงได้แล้วหลายลำ และยังคงมีการเติมน้ำฉีดเลี้ยงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ
วันที่ 7 มกราคม 2569 มีรายงานว่า ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ตและเรือประมงบริเวณท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายกว่า 10 ลำ สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์และเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นทราบว่า ต้นเพลิงเกิดจากการระเบิดและลุกไหม้ขึ้นที่เรือสปีดโบ๊ตลำแรก ก่อนที่กระแสลมทะเลจะพัดพาเอาสะเก็ดไฟปลิวไปติดเรือสปีดโบ๊ตลำอื่นๆ ที่จอดเทียบท่าอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว
ผู้สื่อข่าวสอบถาม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่า มีเรือได้รับความเสียหายประมาณ 13 ลำ โดยเป็นเรือสปีดโบ๊ตและเรือนำเที่ยวที่จอดเทียบท่าเพื่อเตรียมให้บริการนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเกาะต่างๆ


หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลฉลอง และเทศบาลตำบลราไวย์ ได้ระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปยังเรือลำอื่นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงน้ำทะเลลด ทำให้ไม่สามารถนำเรือดับเพลิงเข้าพื้นที่ได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้รถดับเพลิงจากบนบกและต่อสายฉีดน้ำเข้าไปยังจุดเกิดเหตุแทน

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยบริเวณท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง เนื่องจากเป็นจุดจอดเรือจำนวนมาก โดยเฉพาะเรือท่องเที่ยว ซึ่งหากเกิดเหตุซ้ำอาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

ด้าน นายเทมส์ ไกรทัศน์ นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาประมาณเกือบ 04.00 น. พบว่ามีเรือประมงประมาณ 8 ลำ ผูกจอดติดกันอยู่ในบริเวณดังกล่าว ก่อนจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยรถดับเพลิงคันแรกของเทศบาลตำบลฉลองสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างเขตเทศบาลตำบลฉลองและเทศบาลตำบลราไวย์
เจ้าหน้าที่ได้เร่งแยกเรือออกจากกันเพื่อลดการลุกลามของไฟ และใช้รถดับเพลิงจากบนบกเข้าควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากระดับน้ำลดจนพื้นที่บางส่วนแห้ง ทำให้ไม่สามารถใช้เรือดับเพลิงได้ ล่าสุดสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วหลายลำ และยังคงมีการเติมน้ำฉีดเลี้ยงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ

















