"แพทองธาร" หลุดตำแหน่งนายกฯ ตามมติศาลรัฐธรรมนูญ 6:3 เสียง ผิดจริยธรรมร้ายแรง ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ สร้างความไม่เชื่อมั่นต่อประชาชน-นานาชาติ เซ่นคดีคลิปเสียงฮุนเซน
วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6:3 ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัยกว่า 48 นาที คำวินิจฉัย ระบุว่า นางสาวแพทองธาร ขาดคุณสมบัติ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง นางสาวแพทองธาร (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568
ศาลรัฐธรรมนูญแจงว่า การกระทำขอความเห็นใจที่นางสาวแพทองธารพูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้น ไม่ใช่เทคนิคการเจรจา แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยและพฤติกรรมของนางสาวแพทองธาร ในฐานะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวและศักยภาพของรัฐบาลคะแนนนิยมในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่คำนึงถึงและคิดถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง
การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิ เกียรติของนายกรัฐมนตรีและประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติและการนับถือของประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนภาคภูมิใจ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย ขาดความภูมิใจ ขัดความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ อันไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติและนำประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของมาตรฐานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน หัวหน้าธุรการและองค์กรอิสระพ.ศ. 2561 หมวดหนึ่ง ข้อหก ข้อเจ็ด ข้อแปด
โดยการกระทำของนางสาวแพทองธาร ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีทำให้สาธารณะชนเกิดความแห่งสงสัยว่านางสาวแพทองธารจะทำการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าคำนึงถึงประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณะชนขาดความศรัทธา ของนายกรัฐมนตรีเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่น และการปฎิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้องอันเป็นลักษณะเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการปฎิบัติหน้าที่ราชการ โดยไม่ยึดมั่นความถูกต้องชอบธรรมไม่ปฏิบัติตามกฏหมายและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ
ดังนั้น การกระทำของนางสาวแพทองธาร เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หมวด 2 ข้อ 17 และข้อ 21 เมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายแล้ว เห็นได้ว่ามีลักษณะร้ายแรงตามข้อ 21 วรรค 2 ด้วย นางสาวแพทองธารจึงมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และหาอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
ผลของคดีนี้ เมื่อแพทองธารขาดคุณสมบัติ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีจึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และยังส่งผลสืบเรื่องให้รัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป