จากกรณี ตำรวจสืบสวนนครบาลเข้าจับกุม น.ส.วรรณิภา อายุ 37 ปี หรือเจ๊มด ผู้ต้องหาจ้างวานฆ่า นายพิชิต หรือเสี่ยต้น อายุ 44 ปี นักธุรกิจสอนนวดแผนไทย สามีของตนเอง

โดยทันทีที่ศาลอนุมัติหมายจับเจ๊มดตำรวจชุดสืบสวนนครบาลก็เดินทางไปที่คอนโดของเจ๊มดโดยพักอาศัยอาศัยอยู่กับน้องสาวทันทีที่เจ๊มดเปิดประตู และเห็นตำรวจ หน้าถอดสี มีสีหน้าซีดตำรวจได้แสดงตัวจับกุมโดยการอ่านหมายจับให้ฟังและอธิบายขั้นตอนการจับกุมการสอบปากคำและการควบคุมตัวให้เจ๊มดรับทราบโดย จากนั้นตำรวจได้มีการสอบถามเจ๊มดว่าใช่บุคคลตามหมายจับหรือไม่เจ๊มดก็พยักหน้า แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำตามข้อกล่าวหาที่แจ้งในหมายจับตำรวจก็ถามย้ำ อีกครั้งว่าไม่ได้ทำ ได้ทำตามข้อกล่าวหาที่แจ้งหรือไม่ เจ๊มด ก็ตอบว่าใช่ค่ะ
ทั้งนี้จากการสอบถามตำรวจชุดจับกลุ่มระบุว่าในเบื้องต้นตอนจับกุมเจ๊มดให้การ ภาคเสธตำรวจจึงตรวจค้นภายในห้อง ตรวจยึดโทรศัพท์โน๊ตบุ๊กและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซองยาและถุงใส่วัตถุบางอย่างลักษณะคล้ายเข็มฉีดยา
รวมไปถึงสมุดบัญชี และเอกสารต่างๆนำไปตรวจสอบเพื่อประกอบสำนวนคดี
ตำรวจคุมตัว เจ๊มด ผู้ต้องหาจ้างวานฆ่าสามีตัวเอง มาสอบปากคำ เจ้าตัว ใส่หมวก ใส่แมสอำพรางใบหน้า งดตอบสื่อ
ในเวลาต่อมาตำรวจชุดสืบสวนนครบาลได้ควบคุมตัวน.ส.วรรณิภา อายุ 37 ปี หรือ เจ๊มด ภรรยา ของเสี่ยต้น ผู้เสียชีวิต ทันทีที่ลงจากรถตู้ของตำรวจ
เจ๊มด ได้มีการสวมหมวกแก๊ปสีดำ และใส่แมสปิดบังใบหน้า เมื่อลงจากรถก็ถูกเสริมมวลชนเข้าไปสอบถามถึงเหตุผลในการจ้างวันฆ่าสามีซึ่งมีการถามหลายคำถามทั้งการยอมรับสารภาพหรือไม่กับการจ้างวานฆ่าสามี เหตุผลในการก่อเหตุครั้งนี้ และทำไมต้องโกหกสื่อ โดยนาง สาวมดปฏิเสธตอบคำถามเดินก้มหน้าและใช้มือบังใบหน้าตัวเองและไมค์ของผู้สื่อข่าว โดยตัวของเจ๊มดนั้น เดินก้มหน้าและไม่มีการตอบคำถามใดๆกับสื่อเลย
หลังจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนนครบาล 4 ได้คุมตัวน.ส.วรรณิภา หะมะลา หรือ เจ๊มด ภรรยาเสี่ยต้น ผู้ต้องหาในคดีจ้างวานฆ่าสามีมาคุมขังที่สน.วังทองหลาง พบว่านางสาวส้ม น้องสาวของเจ๊มด เดินทางมาที่เยี่ยมพร้อมกลุ่มเพื่อน โดยใช้เวลา เข้าเยี่ยมประมาณ 30 นาที
หลังจากหมดเวลาเยี่ยมทีมพยายามสอบถาม น.ส.ส้ม ว่า ภายหลังเข้าเยี่ยมพี่สาว มีอาการเครียดหรือกังวลหรือไม่ พี่สาวมีชู้ตามกระแสข่าวจริงหรือไม่ส่วนตัวเราเชื่อว่าพี่สาวเป็นคนจ้างวานฆ่า เพื่อหวังทรัพย์สินหรือประกันชีวิตจริงหรือไม่ รวมทั้งมีกระแสข่าวว่า น.ส.ส้มเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย น.ส.ส้ม ไม่ตอบคำถามใดๆกับสื่อมวลชน ก่อนจะปัดไมค์นักข่าวตลอดเวลา พร้อมบอกว่า “ให้ไปคุยกับทนายความ” ก่อนจะขึ้นรถกลับทันที
ทั้งนี้จากการสังเกตของทีมข่าวพบว่า น.ส.ส้ม ได้ นำของมาเยี่ยมพี่สาวด้วย มีทั้งนมจืด 1 กล่อง โปรตีน 2 ขวด ขนมกินเล่น และลิปสติกส้มอิฐ 1 แท่ง
นอกจากนี้ยังพบว่า น.ส.ส้ม ได้นำหนังสือ เกี่ยวกับปรัชญาชีวิตทั้ง หมด 5 เล่ม มาให้พี่สาวด้วย ประกอบด้วย หนังสือ MONEY SUMMARY สรุปเรื่องเงินให้เข้าใจง่ายใน 1 เล่ม // พูดแบบไหนสะกดใจคนฟัง // เก่งเรื่องคน เข้มเรื่องงาน บาลานซ์เรื่องชีวิต // กฎแห่งกระจก (ฉบับสมบูรณ์) กฎมหัศจรรย์ที่ช่วยแก้ไขทุกปัญหาในชีวิตคุณ และ เดอะซีเครท เดอะเมจิก

วันนี้ (3 มิ.ย.) ทีมข่าวช่องแปดลงพื้นที่ย้อนไปยังจุด ที่มีการจับกุมตัวนายสาโรจน์หรือแป๊ะ คนที่จะจัดหาปืน รถมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้กลุ่มก่อเหตุ ขับไปยิงเสี่ยต้น โดยบ้านของนายสาโรจน์หรือแป๊ะอยู่ภายในซอยรามอินทรา 62 แยก 6 ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านที่เจ้าตัวอยู่อาศัยกับพ่อและคนในครอบครัว รวมถึงภรรยา ก่อนที่จะถูกจับ
ทีมข่าวได้เดินทางไปสำรวจบ่อน้ำด้านหลังบ้าน ของนายสาโรจน์หรือแป๊ะ ซึ่งพบว่าเป็นจุดที่เจ้าตัวนำ อาวุธปืน 1 กระบอกโยนทิ้งลงไป และหลังจับกุมได้มีการพาตำรวจตำรวจไปงมจนกระทั่งเจอของกลาง ซึ่งบ่อน้ำดังกล่าวเป็นบ่อน้ำขุดเอง อยู่บริเวณหลังบ้านของเจ้าตัว
และช่วงเวลาหลังจากที่เจ้าตัวถูกจับกุมแล้ว มีภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพ ถนนหน้าบ้าน ซึ่งมีการคุมตัว นายสาโรจน์หรือแป๊ะออกมาจากบ้าน และพาชี้บ้านอีกหลังที่เป็นแหล่งรวมตัวกัน ครั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ ซึ่งทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีนายโตส เป็นเจ้าของ โดยช่วงเวลาหลังถูกจับกุมจึงมีภาพจากกล้องวงจรปิดเห็นวินาทีที่ตำรวจชุดสืบสวนนครบาลมีการคุมตัวนายสาโรจน์เดินไปที่บ้านอีกหลัง

หลังจากมีการจับกุมตัวนายสาโรจน์เสือสุวรรณซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีลอบ จ้างวานฆ่า เสียต้นหลังจากที่ตำรวจชุดสืบสวนนครบาลควบคุมตัวนายสาโรจน์มาสอบปากคำ
ก็พบว่าทางครอบครัวนายสาโรจน์เดินทางมาที่กองบัญชาการสืบสวนตำรวจนครบาลเพื่อติดตามคดีโดยทีมข่าวช่อง8ได้พูดคุยกับ น.ส. เพลง อายุ 22 ปี แฟนสาวของ นายสาโรจน์ คนจัดหาอาวุธปืน และเอาอาวุธไปวางที่จุดนัดหมาย เพื่อให้คนร้ายใช้ก่อเหตุ
น.ส.เพลงกล่าวว่าตนคบหากับนายสาโรจน์มา 6 ปีแล้ว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าแฟนจะยุ่งเกี่ยวกับคดีจ้างวานฆ่าแบบนี้ ส่วนตัวแล้วเท่าที่รู้ นายสาโรจน์กับเจ๊มด ไม่ได้รู้จักกันเป็นพิเศษ และตนก็ไม่เคยเห็น นายสาโรจน์พูดถึงเรื่องเจ๊มดมาก่อน เพียงแต่ช่วงเวลาหลังจากเกิดเหตุ สังเกตเห็นว่า เวลามีข่าวการเสียชีวิตของเสี่ยต้น ที่เสนอในทีวี เขาก็มักจะพูดกับเพื่อน แต่ไม่รู้พูดคุยอะไรกัน และให้ความสนใจข่าวนี้เป็นพิเศษ ซึ่งตนตัวเองก็สงสัยแต่ไม่กล้าถาม เพราะทุกครั้งที่ถาม นายสาโรจน์มักจะปฏิเสธที่จะตอบและจะทำลักษณะโมโหไม่ให้ถามต่อ
ส่วนการก่อเหตุในคดีนี้นั้นนายสาโรจน์เป็นคนจัดหาอาวุธปืน นางสาวเพลงบอกว่าเริ่มเห็นความผิดสังเกตช่วงปลายเดือนมีนาคมในสาโรจน์ได้มีการพูดคุยกับเพื่อนในกลุ่มแต่ไม่รู้พูดคุยอะไรกันช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึงเรื่องอาวุธปืนแต่ไม่รู้เรื่องว่าคืออะไร
ส่วนกรณีที่ระบุว่านายสาโรจน์รู้จักกับเจ๊มดเพราะเคยเป็นลูกน้องเก่ามาก่อนนั้นยืนยันว่าไม่จริงเพราะนายสาโรจน์ทำอาชีพขับรถส่งของไม่ได้รู้จักกับเจ๊มดหรือทำงานกับเจ๊มดมาก่อน ทั้งคู่ไม่รู้จักกันและก็ไม่รู้ว่ามาจ้างวานกันได้อย่างไร

ส่วนนายวี ที่ทำหน้าที่ขี่รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ นางสาวเพลงระบุว่า ก็เคยเห็นมาที่บ้าน ช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยขี่รถมอเตอร์ไซค์สีขาวคันก่อเหตุมารับนายสาโรจน์ที่บ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าไปไหน จนกระทั่งวันนี้มารู้ข่าวและรู้ว่านายสาโรจน์รับสารภาพกับสิ่งที่ทำ ก็ตกใจมาก ไม่เคยคิดว่า แฟนจะมีส่วนร่วมกับคดี จากนี้ ก็ว่ากันตามกฎหมายต่อไป
ต่อมาเวลา 18.30 น. ตำรวจชุดสืบสวนนครบาลสี่ควบคุมตัวนายสาโรจน์หรือแป๊ะคนที่ทำหน้าที่ซื้อปืนและเตรียมการก่อเหตุยิงเสี่ยต้น ถูกนำตัวมาที่สน. วังทองหลางที่เกิดเหตุ
เมื่อนายสาโรจน์มาถึง ชุดสืบสวนนครบาล 4 ก็ควบคุมตัวส่งให้กับพนักงานสอบสวนสน. วังทองหลางทันทีและเข้าห้องสอบปากคำ โดยจากการสังเกตนายสาโรจน์มีสีหน้ายิ้มแย้ม และหัวเราะกับตำรวจเป็นบางช่วงโดย พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำก่อนคุมตัวมาไว้ในห้อง คุมผู้ต้องหา ซึ่งนายสาโรจน์รับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากเจ๊มดให้หาปืนและทีมงาน ในการก่อเหตุยิงเสี่ยต้น
ซึ่งตำรวจมีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่างนายสาโรจน์ ที่รับงาน มาจาก เจ๊มด แม้เจ๊มดจะให้การปฏิเสธแต่นายสาโรจน์สารภาพ

ที่บ้านโนนอุดม ตำบลนาหว้า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นบ้านของนายณัฐพล หรือท็อป ที่ถูกระบุว่าเป็นมือปืนในการยิงเสี่ยต้น พบว่าบ้านของนายณัฐพล พบว่าบ้านปิดร้างมานานประตูถูกล็อกไว้ โดยบ้านติดกันเป็นลุงและป้าของนายณัฐพลบอกว่า ล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมานายท็อปได้เดินทางกลับมาที่บ้าน ก็ไม่เห็นความปกติอะไรยังออกไปหากบหาเขียดมาให้กิน คาดว่าน่าจะเดินทางกลับที่กรุงเทพ เพราะได้ยินมาว่าได้งานทำที่กรุงเทพ แต่ไม่ทราบว่าทำงานอะไร ซึ่งตั้งแต่เด็กทางตนเองก็ได้ส่งเสียหลานชายคนนี้ ปัจจุบันพ่อแม่ได้แยกทางกันทิ้งบ้านหลังนี้ไว้ และนานๆทีจะมีทางแม่ของนายท็อป รวมทั้งนายท็อปจะกลับมาที่บ้าน ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นตนเองก็ไม่อยากจะเชื่อเพราะที่ผ่านตั้งแต่เห็นตอนเด็ก ท็อปเองเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัวที่บ้านไม่มีนิสัยนักเลงหัวไม้ไปหาเรื่องคน แต่ต่างกับวัยรุ่นที่อายุไล่เลี่ยกัน แม้ว่านหมู่บ้านจะมีมหรสพแต่ท็อปเองก็เลือกที่จะอยู่บ้าน แต่ก็ต้องตกใจจากข่าวที่เกิดขึ้น ยังไม่อยากจะเชื่อว่าท็อปจะเป็นมือปืนฆ่าคนได้
ต่อมา ชุดสืบสวนตำรวจนครบาล ได้มีการคุมตัวนายวีรภัทร คนที่รับหน้าที่ขี่จักรยานยนต์ให้กับมือยิง เข้ามาที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อคุมตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง
โดยระหว่างที่มีการคุมตัวมา นายวีรภัทร ได้มีการสวมหมวกกันน็อกเต็มใบ พร้อม เปิดใจกับ ผู้สื่อข่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับเจ๊มด ภรรยาของเสี่ยต้น และไม่รู้ว่ามีการจ้างวานจากใคร แต่ยอมรับว่าเป็นคนที่ขี่จักรยานยนต์ให้กับมือยิงจริง ซึ่งตนเองไม่ได้ตั้งใจทำ เนื่องจากไม่ทราบว่าถูกว่าจ้างให้ไปขี่รถจักรยานยนต์เพื่อประกบยิงเสี่ยต้น
เพราะในวันนั้นมีการว่าจ้างให้ตนเองขี่รถจักรยานยนต์ไปตามหาแฟนสาวของมือยิง โดยตนเองได้ค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 4,000 บาท
นายวีรภัทรยังบอกอีกว่าวันที่ก่อเหตุจังหวะที่มือปืนลงมือยิงตนเองก็พยายามขี่รถจักรยานยนต์เบี่ยงออกเพื่อให้วิถีกระสุนไปทิศทางอื่น พอหลังจากที่เป็นข่าวตนเองก็มีความคิดที่อยากจะเข้ามอบตัวกับทางตำรวจ แต่ยังอยู่ในระหว่างปรึกษากับครอบครัว ก่อนจะมาถูกจับกุมตัวยอมรับว่าตนเองรู้สึกผิด และอยากขอโทษทางครอบครัวของเสี่ยต้น
ขณะเดียวกันทีมข่าวยังได้เดินทางไปที่จุด ที่หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ ทราบคือนายวี หรือ วีรภัทร หลังจากเจ้าตัวถูกจับกุมได้ในพื้นที่ลาดพร้าว ได้ถูกคุมตัวมาที่ซอยใกล้บ้านของนายสาโรจน์หรือแป๊ะ เพราะจากหลังก่อเหตุได้มีการนำเสื้อที่สวมใส่ในภาพกล้องวงจรปิด เป็นเสื้อไรเดอร์สีส้ม มีการเอาเสื้อมาเผาทิ้งบริเวณใต้ต้นไม้ ใกล้กับซอยบ้านของนายสาโรจน์ โดยจุดที่มีการเผาเสื้อนั้น เข้าใจว่าผ่านไปหลายเดือน จึงทำให้เศษที่มีการเผาถูกฝนชะล้างหายไปหมดแล้ว จึงเหลือเพียงแค่ลานดินเปล่าๆ
ทีมข่าวได้รับภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม ซึ่งจะเห็นรถตู้ที่มีการคุมตัวนายวีมาจากลาดพร้าว พามาชี้จุดที่มีการเผาเสื้อทำลายหลักฐาน ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพรถตู้ที่พามา จนกระทั่งรถมาจอดที่ใต้ต้นไม้ใกล้กับลานจอดรถของชาวบ้าน โดยมีการคุมตัวไปชี้จุด ที่มีการเผาอำพรางเสื้อเอาไว้ได้

เวลา 19.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายวีรภัทร คนทำหน้าที่ขี่จักรยานยนต์ ไปดักยิงเสี่ยต้น เปิดเผยหลังจากถูกนำตัวมาที่ สน.วังทองหลาง ว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ตนเองตกเป็นเหยื่อ และไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ยิงกัน เพราะนายณัฐพล บอกกับตนว่าให้ไปช่วยตามแฟนเพียงเท่านั้น แต่กลับพาตนเองไปก่อเหตุยิงเสี่ยต้น ทั้งนี้ตนเองยืนยันว่าไม่ได้รู้จักกับเจ๊มดเป็นการส่วนตัว และไม่เคยรู้เรื่องการที่เจ๊มดจ้างวานให้ไปฆ่าเสี่ยต้น
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับนายวีรภัทร ว่ารู้สึกยังไงที่ตอนนี้ตนเองตกเป็นผู้ต้องหา 1 ในขบวนการจ้างวานฆ่าเสี่ยต้น นายวีรภัทร เปิดใจว่า ตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ และขอไปพิสูจน์ในชั้นศาล หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายวีรภัทร เข้าไปในห้องสอบสวน เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันทีมข่าวช่องแปดตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าบ้านของนายโตส ซึ่งเป็นคนกลาง ที่เชื่อมโยง ให้นายสาโรจน์หรือแป๊ะ กับนายวีหรือวีระภัทร ให้รู้จักกับกลุ่มมือปืน และยังรายงานว่าอาจเป็นปืนของนายโตส
โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดในช่วงเช้าวันนี้เวลาประมาณ 06:17 น. ซึ่งเป็นวินาทีที่ชุดสืบของตำรวจนครบาล เข้าตรวจค้นบ้านของนายโตส ก่อนที่จะมีการเชิญตัวออกจากบ้านเพื่อไปสอบสวนเกี่ยวกับความเชื่อมโยง
ทั้งนี้ เฟซบุ๊กของเจ๊มดก่อนโดนจับยังโพสต์ข้อความว่าอะไรคือความยุติธรรม
สอบสวนเด็ก อีกแบบ อัยการพิมอีกแบบแล้วที่พิมคือเป็นผลลบกับเรา
มีสายสืบติดตาม เข้าใจได้ แต่ติดตามแล้วให้คนอื่นรู้ด้วยแล้วความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวอยู่ไหน
ความยุติธรรม = ความเป็นธรรมยุติลงแล้ว เหรอคะขอบคุณทนายโภช ที่ช่วยดูแลเด็กๆวันนั้นนะคะ ถ้าเป็นมดเข้าไปเองก็คงตามน้ำเค้าไปแล้ว
นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายคลายทุกข์ นำครอบครัว "เสี่ยต้น" แถลงเปิดใจหลังตำรวจบุกจับเมียเสี่ยต้น พร้อมพวกรวม 3 คน ในคดีจ้างวานฆ่า โดยทนายเดชา กล่าวว่า พยานหลักฐานที่มีตรงกับที่พนักงานสอบสวนมี จึงนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 คนได้ เนื่องจากคดีนี้ทำการเป็นบวนการการเริ่มจากภรรยา โดยพบเส้นทางการเงิน มีการโอนไปยังผู้ต้องหาทั้ง 3 และการสักทอดไปยังภรรยาเสี่ยต้น ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญ รวมไปถึงมีภาพกล้องวงจรปิดชี้เป้า และยังมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ที่มันสอดคล้องกับพยานหลักฐาน ก่อนจะไปสู่การออกหมายจับในคดีจ้างวานฆ่า ตามตรา 289 (4) และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีโทษ 2 ใน 3 จำคุกตลอดชีวิต
ส่วนคดีการเสียชีวิตของเสี่ยต้น ที่จังหวัดมหาสารคาม ตอนนี้ทีมสืบสวนของตำรวจภาค 4 มีหลักฐานที่มีความเชื่อมโยงกัน เชื่อว่า คนชี้เป้าเป็นคนเดียวกันอย่างแน่นอน แต่ต้องตรวจพิสูจน์ อย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนผลชันสูตรยังไม่ออก ทำให้ยังไม่มีความชัดเจน ว่า ในร่างกาย "เสี่ยต้น" มีสารอะไรบ้าง ตรงนี้ยังเป็นความลับต้องรอผล
ทนายเดชา กล่าวต่อว่า สาเหตุคิดว่า เป็นเรื่องชู้สาวและเจ็บช้ำน้ำใจจากคำพูดของ "เสี่ยต้น" ที่มีปากเสียงกันภายในครอบครัว ส่วนเรื่องเงินประกัน ทรายว่า ภรรยาเสี่ยต้นได้ไปร้องขอต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว แต่พอเกิดการจำกุมแบบนี้ ทางประกันคงต้องพิจารณา ว่า จะยกเลิกจ่ายประกันหรือไม่ และทางครอบครัวก็เตรียมจะไปยื่นคัดค้านต่อศาล ไม่ให้ภรรยาเสี่ยต้นเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากภรรยาเสี่ยต้นถูกตำรวจแจงข้อหาจ้างวานฆ่าเจ้าของทรัพย์

และในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.30 น. ทางญาติก็จะไปยืนการคัดคาดการประกันตัว"มด" ที่ สน.วังทองหลางและศาลอาญารัชดาด้วย แต่อย่างไรก็ตามคิดว่า พยานหลักฐานน่าจะแน่นหนาเพียงพอ ในการเอาผิดคนร้ายได้
ด้าน พระพ่อวสันต์ หรือ พ่อเสี่ยต้น เปิดเผยว่า ขอให้กรรมเป็นผู้ตัดสิน ไม่มีใครหนีกรรมพ้น แต่ตนรู้สึกใจหาย เพราะตนเป็นผู้ไปส่งต้นที่สนามบิน ก่อนเสียชีวิต(ร้องไห้) อาตมาได้ลูกคนนี้ดูแลมาตลอด เขาเป็นคนดี ทำไรก็ไม่เคยขัด และเป็นคนไม่อยากไปมีปัญหากับใคร ขนาดถูกฟันที่พัทยายังไม่เอาเรื่อง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ คงเป็นเวรกรรมของเขา ก็ขอให้จบลงที่ตรงนี้
ส่วนสาเหตุการก่อเหตุนั้น อาตมา ไม่ทราบมีปัญหาเรื่องอะไร แต่ตอนไปหาลูกที่บ้านแล้วพยายามบอกให้ "เสี่ยต้น" เข้าไปทำงานที่ร้านแต่เสี่ยต้น ก็พูดว่า เข้าไปไม่ได้ เพราะยังเคลียร์กันไม่จบ
ส่วน ที่มีกระแสข่าวว่าลูกสะใภ้จะจ่ายเงินให้แลกกับการให้เผาศพเลย พระผู้เป็นพ่อ กล่าวว่า ตอนไปจุดธูปไหวศพ ลูกสะใภ้มานั่งพูดข้างและได้เสนอ ว่า ถ้าไม่เอาศพไปผ่า จะเงินค่าประกัน 16 ล้าน จะแบ่งให้ 2 ล้าน ตนก็บอกว่า ไม่เอาเพราะบวชอยู่ ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ยกคอนโดที่อยู่ตอนนี้ให้แม่ไปละกัน หรือไม่ก็สร้างกุฏิ 1 หลังถวายวัด ซึ่งเขาก็รับปาก

ด้านนางสาวปภาพินท์ แม่ของเสี่ยต้นกล่าวว่า ถ้ามีโอกาสได้เจอหน้าลูกสะใภ้อยากถามว่า "มาทำลูกของแม่ทำไม เงินทองสมบัติทั้งหมดก็ได้ไปแล้วทำไมยังต้องมาเอาชีวิตเขาไปอีก มันทำให้พ่อและแม่อยู่กันอย่างยากลำบาก" น้ำตาซึม
แม่พูดต่อว่า หลักฐานทั้งหมดที่ตำรวจมี ก็ตรงกับใจแม่ ที่ผ่านมา"เสี่ยต้น" ตนจึงเชื่อว่า คดีจ้างวานฆ่าที่ สน.วังทองหลาง กับคดีที่จังหวัดมหาสารคาม น่าจะเชื่อมโยงกัน เพราะจะเอาชีวิต" เสี่ยต้น"ที่ กทม.ไม่สำเร็จ จึงไปก่อเหตุอีกครั้งที่มหาสารคาม แต่ตนไม่ทราบข้อมูลเชิงลึกว่า มีปัญหาเรื่องมือที่สามหรือเรื่องของทรัพย์สิน แต่ก่อนหน้านี้ครอบครัวของลูกสะใภ้ก็ไม่ได้มีฐานะมาตั้งแต่ต้น มาเริ่มมีฐานะหลังแต่งงานโดยพระพ่อช่วยเหลือในเรื่องเงิน ส่วนนิสัยใจคอของลูกสะใภ้ปกติจะเรียบร้อย เป็นคนไม่ค่อยพูด ไปไหนมาไหนก็ไปด้วยกันสองคนกับเสี่ยต้นตลอด อย่างไรก็ตามตนไม่ขอฝากถึงอะไรถึงลูกชาย เพราะเชื่อว่าเสี่ยต้นรับรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว
ด้านน้องสาว"เสี่ยต้น" (นางสาวณัฐปภัษร์ หรือ เจ) กล่าวว่า สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนว่า การเสียชีวิตของพี่ชายผิดปกติคือ ทราบว่าพี่สะใภ้ทักและโทรมาหาพี่ชาย ก่อนที่จะโดนรอบยิง เพราะตอนนั้น ทั้งคู่แยกกันอยู่แล้ว จากนั้นวันที่ 15 ตนได้ไปส่งพี่ชาย และวันที่ 16 พี่ชายได้เสียชีวิต ตนจึงรู้สึกโกรธแค้นมาก ตามสืบข้อมูลทั้งหมดเอง
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพี่ชายและพี่สะใภ้ตนทราบมา ว่า ทั้งสองคนต่างมีกิ๊ก ซึ่งเราได้ส่งข้อมูลให้ตำรวจทั้งหมดแล้ว และตำรวจก็ได้ไปสืบต่อจนทราบว่า ข้อมูลที่ให้ไปเป็นความจริง โดยกิ๊กฝั่งพี่ชายไม่ได้อยู่กินด้วยกัน และไม่เคยพาเข้าบ้านมาเจอญาติพี่น้อง ขณะที่กิ๊กของฝ่ายพี่สะใภ้ ตนได้รับข้อมูลมาอีกต่อหนึ่ง ส่งข้อมูลให้กับทางตำรวจไปแล้ว ไม่สามารถเปิดเผยได้

หลังจากที่ตำรวจเข้าจับกุม น.ส.วรรณิภา อายุ 37 ปี หรือเจ๊มด ผู้ต้องหาจ้างวานฆ่า นายพิชิต หรือเสี่ยต้น อายุ 44 ปี นักธุรกิจสอนนวดแผนไทย หลังจากตำรวจ ขอศาล ออกหมายจับ ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการลอบยิงเสี่ยต้น จำนวน 4 คน จับได้ 3 คน เหลือมือปืนที่ยิงหลบหนี 1คน
หลังจากการสอบสวนกว่า 4 ชั่วโมง พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ,พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้แถลงข่าวความคืบหน้าคดี ภายหลังจากได้สอบปากคำ เจ๊มด ภรรยาเสี่ยต้น ซึ่งเป็นผู้จ้างวานและชี้เป้า นายสาโรจน์ อายุ 25 ปี เป็นผู้หาอาวุธปืน ยานพาหนะ และเตรียมการนายวีรภัทร คนขี่รถจักรยานยนต์ไปก่อเหตุ
โดย พล.ต.ต.นพศิลป์ เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ในส่วนของ นายวีรภัทร และ นายสาโรจน์ ยอมรับว่า ได้รับการว่าจ้างให้ไปซื้อปืนในราคา 12,000 บาท โดยนาย สาโรจน์ เป็นคนจัดหาปืน
ส่วนนายวีรภัทร ยอมรับว่าตัวเองได้รู้จักกับนายณัฐพล มือปืน ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ภายในซอยรามอินทรา 62 จากนั้นได้พูดคุยกัน ซึ่งนายณัฐพล อ้างว่า ให้ไปทำงาน ช่วยติดตามเมียเพราะว่าทะเลาะกัน ขอให้ช่วยขับรถให้ ถ้าเกิดเจอเมีย และพบว่าไปมีคนอื่น ขอให้ช่วยกันลงมือทำร้าย นายวีรภัทร ก็ตกลงและได้รับค่าจ้าง 4,000 บาท เนื่องจากตอนนั้นเจ้าตัวไม่มีเงิน
หลังจากนั้นช่วงกลางคืน วันที่ 8 เมษายน นายณัฐพล นัดเจอกันที่โรงเหล้า โดย นายณัฐพล เป็นคนพกอาวุธปืนมาด้วย ซึ่งช่วงแรก นายณัฐพล เป็นคนขับรถจักรยานยนต์ แล้วให้ นายวีรภัทรซ้อนท้าย จากนั้นได้ส่งปืนมาให้นายวีรภัทร ลงมือยิง แต่ตอนนั้น นายวีรภัทร ตกใจ ไม่คิดว่า จะมีการทำร้ายโดยใช้อาวุธปืน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพได้มีช่วงหนึ่งที่รถคนก่อเหตุจอด และนายวีรภัทร ลงจากรถ แล้วเอาปืนไปซุกไว้ที่กอหญ้า แต่ปรากฏว่านายณัฐพล ไม่ยอม บอกว่า “เดี๋ยวกูทำเอง” และให้นายวีรภัทร เป็นคนขี่รถจักรยานยนต์

ซึ่งคำให้การของนายวีรภัทร อ้างว่า ตัวเองตั้งใจขับรถมาทางด้านซ้ายของรถเสี่ยต้น เพราะคิดว่า หากยิงจาก ฝั่งซ้าย จะทำให้เสียต้นไม่ถึงตาย แต่หากขับเอียงไปทางด้านขวา จะสามารถยิงเป้าหมายเข้าถูกจุดแน่นอน จึงพยายามขับรถชะลอไม่ให้ขับตามรถเสี่ยต้นทัน เพราะรู้สึกว่างานนี้ไม่ธรรมดาแล้ว
ส่วนนางสาวมด หรือเจ๊มด ผู้จ้างวาน ยังคงให้การภาคเสธ แต่ยอมรับว่ามีปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว ส่วนเรื่องอื่น ๆ ขอไม่ให้การ และขอไปต่อสู้ในชั้นศาลเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ที่จะพูดอะไรก็ได้แต่จากหลักฐานที่ตำรวจมีขณะ ซึ่งยืนยันว่าหลักฐานทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้จ้างวานฆ่า ทั้งพยาน บุคคล พยานแวดล้อม พยานวัตถุและพยานเอกสาร ที่เป็น หลักฐานการโอนเงินและหลักฐานการติดต่อสื่อสาร โดยในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่าผู้จ้างวานฆ่าได้ติดต่อหามือปืนจากอินเตอร์เน็ต โดยการเสิร์ช Google ว่ามือปืนรับจ้างจากนั้นก็ติดต่อจนมาพบนายสาโรจน์และนัดหมายก่อนลงมือประมาณ 1 อาทิตย์ ซึ่ง ตร.รวบรวม ข้อมูลครบถ้วน ก่อนยื่นต่อศาลอาญาฯ อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการจ้างวานฆ่าครั้งนี้ เจ๊มดต้องการให้ เสี่ยต้นตายหรือเพียงแค่ต้องการสั่งสอนให้บาดเจ็บเท่านั้น พลตำรวจตรีนพศิลป์ระบุว่า การจ้างให้กลุ่มมือปืน ยิงเสี่ยต้นหวังให้ตาย เพื่อประโยชน์เรื่องทรัพย์สินและเงินประกันชีวิต เชื่อว่าจุดประสงค์ในการก่อเหตุคือต้องการหวังเอาชีวิต แต่มือปืนดันทำไม่สำเร็จ ซึ่งทางมือปืน ให้ข้อมูลว่า ภรรยาเสี่ยต้นมีการจ่ายเงินทั้ง โอนและให้เงินสดรวมแล้วประมาณ 300,000 กว่าบาท
นอกจากนี้จากการสอบสวนยังพบว่า ภรรยาของเสี่ยต้น ไม่ได้รู้จักกับกลุ่มจ้างวานเป็นการส่วนตัว แต่มารู้จักเพราะต้องการให้ทำภารกิจนี้
ส่วนความรู้สึกของผู้ต้องหาทั้งหมด ก็เศร้าและเครียดพอสมควร สำหรับความเชื่อมโยงไปยังคดีที่ สภ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม เชื่อว่า คดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สน.วังทองหลาง จะเป็นสารตั้งต้น ซึ่งพยานหลักฐานจะเชื่อมโยงไปถึงหรือไม่ให้ทาง ตำรวจภูธรภาค 4 เป็นคนดำเนินการและขยายผลต่อ
ทั้งนี้ หลังจากนี้หากสอบปากคำแล้วพบว่ามีใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ก็จะดำเนินการให้ถึงที่สุด

เจอแล้วรากไหลแดง! ชาวบ้านเผยเคยใช้เมื่อหลายปีก่อนแต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้นานแล้ว ยันไม่มีพิษกับคนเพราะเคยกินปลาที่ตายจากรากไหลแดงก็ไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วย
ล่าสุดทีมข่าวก็ได้เจอกับนายทิด (นามสมมติ) อายุ 68 ปี โดยผู้สื่อข่าวก็ได้มีการถามถึงรากไหลแดงเหมือนเช่นเคย ด้านนายทิดก็บอกว่าเมื่อหลายปีก่อนตัวเองเคยใช้รากไหลแดงแต่ก็เลิกใช้ไปนานแล้วเนื่องจากตำรวจมีการสั่งห้ามใช้ ผู้สื่อข่าวก็พยายามถามต่อว่าเคยเห็นรากไหลแดงที่ไหนบ้าง พอจะยังมีหลงเหลือเก็บไว้บ้างหรือไม่ นายทิดก็บอกว่าจะลองกลับไปหาให้ ผ่านไปไม่นานนัก นายทิดก็ได้กลับมาพร้อมกับรากไม้บางอย่างที่มีความยาวประมาณ 1 คืบ แล้วก็เปิดเผยว่า รากไม้ที่เห็นคือ “รากไหลแดง” แต่ทว่ารากไหลแดงดังกล่าวนั้นถูกตัดมานานกว่า 1 ปีแล้ว จึงทำให้รากดูแห้งเหี่ยวแต่ก็ยังคงใช้งานได้ตามปกติ แต่ต้องขอบอกก่อนว่านายทิดไม่ได้ใช้รากไหลแดงดังกล่าวแล้ว เพียงแค่ยังมีหลงเหลืออยู่เท่านั้น โดยนายทิดเล่าว่า สมัยก่อนการหาปลาจับปลานั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมืออย่างในสมัยนี้ การใช้รากไหลแดงจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ชาวบ้านใช้หาปลา ลักษณะก็อย่างที่รู้กันคือทำการทุบรากไหลแดงแล้วนำไปผสมกับน้ำซาวข้าวเหนียว จากนั้นจึงนำไปเทในแหล่งน้ำแล้วปลาก็จะลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ซึ่งนายทิดยืนยันว่ารากไหลแดงไม่ได้มีพิษร้ายแรงกับคน เพราะหลังจากที่ตนจับปลา ตนก็แค่นำปลามาล้างน้ำสะอาด จากนั้นก็นำไปทอดกินได้ตามปกติ ไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยจากการกินปลาที่ตายจากรากไหลแดง นายทิดยังบอกอีกว่า ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีใครใช้รากไหลแดงแล้ว เพราะปัจจุบันมีวิธีการหาปลาที่หลากหลายและง่ายขึ้น ในพื้นที่ของตน (ต.ปะหลาน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม) ก็ไม่มีบ้านใครปลูกหรือมีรากไหลแดงอีกแล้ว แต่ถ้าถามว่าพื้นที่ไหนยังคงมีการปลูกอยู่ นายทิดก็บอกว่าเป็นพื้นที่ของจังหวัดร้อยเอ็ด เพราะตนก็ได้รากไหลแดงอันดังกล่าวมาจากจังหวัดร้อยเอ็ดเช่นเดียวกัน
จากนั้นนายทิดก็ได้ทำการผ่ารากไหลแดงให้ดู พบว่าเนื้อไม้ภายในจะมีสีน้ำตาลแดงอ่อน ๆ เนื่องจากรากไหลแดงอันดังกล่าวถูกตัดมานานกว่า 1 ปีแล้ว จึงทำให้รากเริ่มเหี่ยวแห้ง ผู้สื่อข่าวก็ได้นำรากไหลแดงมาสูดดม พบว่าตัวรากไหลแดงแทบจะไม่มีกลิ่นอะไรเลย เมื่อสัมผัสก็ไม่ได้รู้สึกแสบคันหรือระคายเคืองแต่อย่างใด จากนั้นนายทิดก็ได้ทำการทุบตีรากไหลแดง ทำให้เนื้อไม้แตกออกมาเป็นเส้น ๆ ก่อนจะนำไปผสมกับน้ำเปล่า ซึ่งทิ้งไว้ระยะหนึ่งน้ำเปล่าก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงจาง ๆ โดยนายทิดบอกว่าหากจะดูให้ได้ผลหรือเห็นสีชัดเจน ควรจะต้องนำไปผสมกับน้ำซาวข้าวเหนียว (จุดนั้นไม่มีข้าวเหนียว) ซึ่งจะทำให้น้ำซาวข้าวสีขาวขุ่นกลายเป็นสีม่วง

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเจ๊มดมาที่สน. วังทองหลางและทำการสอบปากคำเสร็จสิ้น โดยเจ๊มดให้การปฏิเสธและขอให้ให้การในชั้นศาลซึ่งมีทนายความและญาติเข้าเยี่ยมเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาล่าสุดเมื่อเวลา 20.30น. ญาติของ เจ๊มดเดินทาง มาสน. อีกครั้งเพื่อนำเสื้อผ้ามาให้เจ๊มดเปลี่ยนพร้อมกับผ้าขนหนูผืนใหญ่เพื่อที่จะเป็นผ้าห่มโดยพบว่าเจ๊มดไม่ได้มีท่าทีเคร่งเครียดหรือกังวล ขณะที่อยู่ในห้องขังก็นอนอ่านหนังสือและมีการประสานตำรวจ สิบเวรที่ดูแลหน้าห้องขัง ขอปากกาเพื่อนำไปจดข้อมูลแต่ตำรวจปฏิเสธที่จะมอบให้เพราะเกรงว่าจะใช้เป็นอาวุธ เจ๊มดจึงนอนอ่านหนังสือในห้องขังต่อไป

















