จากกรณีเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองปลิง ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุด ปส.ภ.จว.นครสวรรค์ ร่วมจับกุม ร.ต.ต.สุทธิรัตน์ ปฏิบัติหน้าที่สิบเวร ตำแหน่งรอง สวป.สภ.หนองปลิง อายุ 55 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 40 เม็ด ธนบัตรรัฐบาลไทยฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ใบ พบอยู่ในกระเป๋าสตางค์ภายในรถยนต์ของผู้ต้องหา ซึ่งตรงกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมถ่ายเอกสารไว้แล้วนั้น

 

ในวันนี้ (21 ม.ค. 67) ทีมข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปยัง สภ.หนองปลิง จ.นครสวรรค์ พยายามสอบถามหาข้อมูลของเรื่องดังกล่าวแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดเปิดเผยข้อมูล จนกระทั่งทีมข่าวได้พบว่า ร.ต.ต.สุทธิรัตน์ อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีดังกล่าวได้แต่งเครื่องแบบชุดตำรวจกลับมาปฏิบัติงานตามปกติที่ สภ. หนองปลิง ทีมข่าวจึงได้เข้าไปสอบถามและพูดคุย โดย ร.ต.ต.สุทธิรัตน์ ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า

ตนได้ประกันตัวมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 เพื่อออกมาสู้คดีที่ตนถูกจับกุมและตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567 ที่ตนถูกจับกุมนั้น ในวันนั้นตนก็ได้มาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่ สภ.หนองปลิง ซึ่งหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบคือ สิบเวรดูแลห้องควบคุมผู้ต้องหา

จากนั้นในช่วงสาย นายบอย ได้ติดต่อตนเพื่อที่จะนำเงินจำนวน 1,000 บาทเข้ามาใช้หนี้ตน และหลังจากนั้นไม่นาน นายบอยได้มาพบกับตนที่บริเวณข้าง สภ.หนองปลิง ก็ได้นำเงินจำนวน 1,000 บาทมาใช้หนี้ให้กับตนตามที่ได้บอกไว้ และหลังจากนั้นตนก็ได้นำเงินไปไว้ที่รถของตน และได้กลับเข้ามาที่โต๊ะทำงานตามปกติ

 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ได้มีชายฉกรรจ์จำนวน 4 คน เดินเข้ามาหาที่โต๊ะทำงานตน โดยชายคนหนึ่งได้เข้ามาแย่งและจับอาวุธปืนที่เอวของตนไว้ จากนั้นจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัด และได้แจ้งกับตนว่าถูกจับกุมในข้อหาค้ายาเสพติดและค้นตัว ซึ่งระหว่างกักตัวก็ไม่พบว่ายาเสพติดอยู่ในตัวของตน โดยหลังจากนั้นจึงได้ไปค้นที่รถยนต์ของตน ได้พบกับแบงค์ 1,000 ที่นายบอยเอามาใช้หนี้ให้กับตนก่อนที่จะถูกจับกุม แต่เมื่อตรวจสอบแล้วเลขในธนบัตรตรงกับเลขที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดที่จับกุมตนนั้นได้ถ่ายเอกสารไว้

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวตนไปค้นที่ห้องพัก เป็นแฟลตตำรวจซึ่งอยู่บริเวณภูธรจังหวัด ซึ่งตนมั่นใจว่าในแฟลตที่พักของตนไม่มียาเสพติด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจค้นที่พักได้ครู่ใหญ่ ได้พูดมาว่าเจอยาบ้าแล้วจำนวน 40 เม็ด แต่ไม่ได้ให้ตนไปชี้จุดหรือระบุจุดว่าพบเจอยาบ้าบริเวณใด

หลังจากนั้นก็นำตัวตนไปสอบสวนที่ภูธรจังหวัด ได้มีการบีบบังคับให้ตนเซ็นยอมรับผิดในสำนวน ซึ่งตนก็ไม่ยินยอมที่จะเซ็นเพราะตนรู้สึกว่าเป็นการจับกุมที่ตนถูกกลั่นแกล้ง และเป็นการจับกุมที่มิชอบ โดยหลังจากนั้นตนจึงได้ใช้หลักทรัพย์จำนวน 200,000 บาท และให้พี่สาวมาประกันตัวเพื่อที่ตนจะได้ออกไปสู้คดี

 

ในตอนนี้ตนก็ได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ทางผู้บังคับบัญชาขอความร่วมมือว่าห้ามพกอาวุธปืน และได้ให้เซ็นลายมือชื่อเพื่อรับผิดทางวินัย แต่ในตอนนี้ตนเห็นว่าในส่วนที่ตนต้องเซ็นนั้นไม่ใช่พฤติกรรมที่ตนทำ ตนจึงจะขอร่างพฤติกรรมใหม่ด้วยลายมือของตน และนำเสนอกับผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง

ตนคิดว่าทางชุดจับกุมของสืบสวนภูธรจังหวัดนั้น น่าจะมีตำรวจบางคนที่ไม่ค่อยชอบตน จึงอาจจะมีการกลั่นแกล้งในเรื่องนี้ ซึ่งอยากจะวอนผู้บังคับบัญชาให้ช่วยหาความยุติธรรมให้กับตนในเรื่องนี้ด้วย และจะขอสู้คดีจนถึงที่สุด

 

จากนั้นทีมกล่าวถึงได้เดินทางไปที่บ้านของ ร.ต.ต.สุทธิรัตน์ โดยทีมข่าวได้เดินทางเข้าไปพบกับนายสวัสดิ์ อายุ 62ปี ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และรู้จักกับ ร.ต.ต.สุทธิรัตน์ มาตั้งแต่เด็ก ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า

 

ตนรู้จักกับร.ต.ต.สุทธิรัตน์ มาตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น กระทั่งเขาไปสอบเป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งในช่วงเด็กและวัยรุ่น ร.ต.ต.สุทธิรัตน์ ไม่เคยมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่หลังจากที่เขาไปเป็นข้าราชการตำรวจแล้ว ตนก็ไม่ทราบว่าจะเป็นเช่นไร แต่เขาก็ยังกลับมาที่บ้านซึ่งเป็นบ้านพ่อและแม่ของเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของตนนัก ก็ดูยังเป็นปกติและไม่เคยมีชื่อเสียงเสื่อมเสียในการเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อน

โดยเริ่มแรกเขาไปเป็นข้าราชการตำรวจที่จังหวัดอุทัยธานี จากนั้นจึงได้ย้ายมาเป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติดในจังหวัดนครสวรรค์ และอยู่บริเวณด่านปราบปรามยาเสพติดในอำเภอพยุหะคีรี จากนั้นจึงได้ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.หนองปลิง

ซึ่งในเรื่องราวครั้งนี้ ตนได้เห็นข่าวจากโซเชียลก็รู้สึกตกใจมาก และไม่เชื่อว่า ร.ต.ต.สุทธิรัตน์ จะเป็นตำรวจที่ขายยาจริง เพราะเขาไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าวมาก่อน อีกทั้งยังเป็นตำรวจที่เคยเป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติด จึงไม่คิดว่าเขาน่าจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ อีกทั้งถ้าคนขายยาเสพติดต้องมีฐานะที่ค่อนข้างรวย แต่ ร.ต.ต.สุทธิรัตน์ ก็ยังเป็นตำรวจที่ใช้ชีวิตติดดิน ไม่มีบ้าน ต้องอยู่แฟลตข้าราชการตำรวจ และบ้านที่พยุหะคีรีนี้ก็ยังเป็นบ้านไม้สองชั้นเก่าๆ อยู่ในสวน ซึ่งดูไม่มีท่าทีจะเป็นผู้มีฐานะดีเท่าไหร่ จึงไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะก่อเหตุดังกล่าว

รองสารวัตรเปิดหน้าชนถูกจัดฉากจับขายยา แฉกลับหมดเปลือกชุดจับทำอะไรวันค้นห้อง