จากกรณีที่ตา-ยายมาร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอดว่า ถูกลูกสาวคนเล็กวางยาเพื่อฮุบสมบัติกว่า 500 ล้านบาท ผ่านการโอนทรัพย์สินต่าง ๆ ไปเป็นชื่อลูกสาวคนเล็กโดยไม่รู้ตัวและนำเงินไปใช้ จนนำมาสู่การพาสองตายายไปตรวจเส้นผมหาสารพิษที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพจสายไหมต้องรอด พานายนอ อายุ 83 ปี และนางแว่น อายุ 69 ปี สองตายาย ที่อ้างว่าถูกลูกสาวคนเล็ก วางยาฮุบสมบัติมูลค่าทรัพย์สินกว่า 500 ล้านบาท เข้าฟังผลการตรวจเส้นผมจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่าทั้งตากับยายถูกวางยาจริงหรือไม่

นพ.ศราวุฒิ สุจริตธรรมผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า ยาที่ตรวจเจอ ในเส้นผมของคุณยาย เป็นยาแก้ปวดชนิดรุนแรง ซึ่งความรุนแรงจะอยู่ตรงกลางระหว่างพาราเซตามอลกับมอร์ฟีน ซึ่งเป็นยาที่ต้องมีการเฝ้าระวัง พอกินไปจะมีอาการเคลิ้ม แต่ยาตัวนี้ไม่ใช่ยาเสพติด

โดยผลการตรวจเส้นผมของตากับยาย พบว่า จากการตรวจสอบผ่านเส้นผมของคุณตา จะมีความยาว 5.2 เซนติเมตร จึงทำให้ย้อนกลับไปตรวจได้เพียงช่วง 5 เดือนก่อนหน้านี้ คือประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผลการตรวจจึงไม่พบตัวยาที่ผิดปกติ พบเพียงยาที่ตากินตามปกติเพื่อรักษาอาการป่วย 3-4 ตัว

ส่วนเส้นผมของคุณยาย มีความยาว 13.7 ซม. สามารถตรวจย้อนหลังได้ถึงเดือนสิงหาคม 2565 จึงมีการนำผลการตรวจมาเปรียบเทียบกัน 2 ช่วงเวลา คือช่วงเดือนหลังเดือนพฤษภาคม 2566 กับช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่คุณยายอยู่กับลูกสาวคนเล็ก จากการตรวจสอบพบว่า ช่วงหลังเดือนพฤษภาคม 2566 พบสารที่บ่งชี้ได้ว่า คุณยายได้ทานยาเพื่อรักษาอาการป่วยตามปกติอยู่ประมาณ 3-4 ตัว แต่ในช่วงเดือนสิงหาคม 2565 พบสารที่บ่งชี้ว่าคุณยายทานยาไปถึง 6-7 ตัว โดยมียาที่เพิ่มมา 2-3 ชนิด ซึ่งตัวยาที่พบเพิ่มนี้ เป็นยารักษาอาการแก้ปวดชนิดรุนแรง จึงเชื่อว่าเป็นยาที่คุณยายทานในระหว่างที่อยู่กับลูกสาวคนเล็ก

ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยังบอกว่า ยาตัวนี้ทางการแพทย์ ถือเป็นยาที่ต้องมีการควบคุม หากดูจากอาการป่วยของคุณตาคุณยาย เป็นอาการที่ไม่สามารถทานยาตัวนี้ได้ เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลต่อสารสื่อประสาทและมีปฏิกิริยาร่วมกับยารักษาทั่วไปของคุณตาคุณยาย ส่งผลให้ที่ผ่านมาคุณตาคุณยายมีอาการเบลอ หากกินยานี้มากเกินไปอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย และที่ผ่านมาที่คุณตาคุณยายมีอาการดีขึ้น เพราะหยุดยาตัวนี้ไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ผลตรวจเส้นผมเศรษฐี 500 ล้าน เปิดใจอย่าทำแบบนี้ เงินทองโดนเอาไปหมด

ด้านคุณตาคุณยายกล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับการกระทำที่เกิดขึ้น ไม่น่ามาทำกับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ตนไม่รู้เรื่องเลยเพราะว่าลูกสาวเป็นคนจัดยามาให้กินทั้งตาและยาย มีวันละ 3 ครั้งครั้งละ 2-3 เม็ดทุกครั้งที่กินก็จะมีอาการระคายในคอ หลังจากนี้หากลูกสาวมาขอขมาลาโทษก็จะไม่ให้อภัยและจะแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมที่จะตัดขาดจากความเป็นพ่อแม่ลูก เพราะสมบัติทุกอย่างลูกสาวคนเล็กก็เอาไปหมดแล้ว ทุกวันนี้ไม่มีอะไรเหลือ

ด้าน น.ส.อาภาพัชร์ หรือ แพรว หลานสาวคนโตที่พาตากับยายเดินทางมาดำเนินเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่วันแรก บอกว่า จากผลการตรวจของแพทย์ ยืนยันว่าจากผลการตรวจ ยาที่พบในเส้นผมคุณยาย ไม่ใช่ยาที่คุณตาคุณยายทานเพื่อรักษาอาการป่วยตามปกติแน่นอน เธอเชื่อว่าคนที่เอายามาให้คุณตาคุณยายทาน น่าจะมีความรู้เรื่องยาพอสมควร เพื่อให้ยาออกฤทธิ์กล่อมประสาท ส่วนเรื่องการดำเนินคดีหลังจากนี้ตัวเองจะไปปรึกษาทนายความและตำรวจอีกครั้ง


ทนายฝั่งนางแหม่มยันไม่พลิกโผ ที่ตรวจเจอสารเสพติดในร่างกายตายาย

ทีมข่าวช่อง8 ได้เดินทางมายังได้เดินสำนักงานของทนายดำ (นามสมมติ) ทนายฝั่งของนางแหม่ม อยู่ที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อมาฟังข้อมูลโต้แย้งจากทนายนางแหม่มบ้าง หลังจากที่ผลตรวจออกมาแบบนี้ โดยทนายฝั่งนางแหม่มได้ให้ข้อมูลกับทางทีมข่าวช่อง 8 ว่าตนนั้นได้ทำหนังหนังสือถึงสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ขอประวัติของการรักษาของตานอและยายแว่น ที่รพ.กรุงเทพราชสีมา ซึ่งเป็นรพ.ช่วงที่นางแหม่มพาตานอยายแว่นไปรักษาโรคทางจิตเวช เพื่อไปเปรียบเทียบสารเคมีที่พบในร่างกายจากการรักษาในเวลาดังกล่าว ว่าจะตรงกับที่ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจพบหรือไม่ และเมื่อวานที่ผ่านมา (31 ต.ค.) ตนก็ได้โทรสอบถามไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่าผลของการตรวจสารเคมีจะออกมาเมื่อไหร่ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ไปขอผลการรักษาจากรพ.กรุงเทพราชสีมา มาหรือไม่ โดยทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็บอกกับตนว่าอีก 1 เดือนผลจะออก และไม่ได้บอกหรือไม่มีหนังสือชี้แจงว่าไปขอผลการรักษามาจากรพ.กรุงเทพราขสีมา มาหรือยัง

แต่ปรากฏว่าทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ประกาศผลการตรวจออกมาในวันนี้เลย โดยตนก็ทราบข่าวมาว่า สารที่ตรวจเจอในร่างกายก็คือสาร มอร์ฟีน ที่ใช้ระงับการเจ็บปวด โดยผลออกมาแบบนี้ตนก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก เพราะการพบมอร์ฟีนในร่างกาย ตนก็ได้สอบถามไปยังนางแหม่ม ลูกความตนว่าพายายไปรักษาอะไรที่ต้องใช้ยาระงับความเจ็บปวด นางแหม่มก็คาดว่าย่าจะเป็นช่วงที่ข้อเท้าของยายแว่นมีอาการร้าว ต้องใส่เฝือกอ่อนร่วมด้วย และเมื่อปี 65 ยายแว่นก็กระดูกเข้าก็แตกร้าว ซึ่งทางตนเมื่อรู้เช่นนั้นจึงสันนิษฐานว่ายายแว่นน่าจะได้รับมอร์ฟีน เพื่อระงับอาการเจ็บปวดในช่วงดังกล่าวนี้เอง

2 ตายายช็อกผลตรวจผมส่อถูกวางยาฮุบ 500 ล้าน ลูกโต้ยากล่อมคนแก่โรคเพียบ