จากเหตุการณ์ นายหน่อง ลูกน้องของกำนันนก ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ภายในงานเลี้ยงของ "กำนันนก" เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว หรือสารวัตรแบงค์ เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 15.20 น. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รรท. ผบก.ทล. พร้อมรถตำรวจทางหลวงกว่า 20 คัน โดยหนึ่งในนั้นคือประจำของ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ คือทะเบียน 6กร5157 เมื่อเดินทางถึงหน้าบ้านกำนันนก ได้ทั้งแถวบริเวณหน้าบ้าน พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์เพื่อทำพิธีเชิญวิญญาณ พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว และ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ ตำรวจ 2 นายที่เสียชีวิต

โดยเมื่อเสร็จสิ้นพิธีการ ตำรวจทางหลวงได้เปิดไฟหน้า พร้อมไซเรน เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 2

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ทำเป็นธรรมเนียมของตำรวจทางหลวงเราก็จะมาเชิญดวงวิญญาณ สารวัตรแบงค์ และ ผู้กำกับเบิ้ม เนื่องจากจุดตรงนี้ คือจุดเริ่มต้นของปฐมบทในเรื่องของการสูญเสีย ถือเป็นการสดุดี คือเรามองว่าการทำงานของ สารวัตรศิว เป็นการทำงานตามคำสั่งของผู้บังคัญบัญชาจนวาระสุดท้ายของชีวิต และสิ่งที่เขาได้ทำไปก็ทำให้เกิดความสูญเสีย ส่วนผู้กำกับเบิ้ม ซึ่งคนเรียกมาในวันนั้น ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการนำชีวิตตัวเองเข้าแลก ยอมรับว่าเขาทั้งคู่ มีเลือดของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่เต็มอก เลือดสีเลือดหมูมันคงไม่เจือจาง

หลังเกิดเหตุการณ์นี้ผมเชื่อว่าทุกคนหดหู่ การที่คุณออกจากบ้าน คุณอาจจะไม่ได้กลับบ้าน มันเป็นวิสัยของตำรวจ

ส่วนประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ยุทธวิธีที่ตำรวจในงานพบปืนไปแต่ไม่ต่อสู้ หรือการหนีเอาชีวิตรอด มันเป็นอย่างไร ถ้าเป็นความคิดผมเองเชื่อว่าตำรวจมีทั้งพกปืนและไม่พกปืน อยู่ในที่เกิดเหตุ เสียงปืนถ้าดังขึ้นมา 1 นัด มันจะบ่งบอกคนเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือช่วยเหลือสารวัตรศิวกับรองวศิน กลุ่มที่สองคือช่วยกำนัน กลุ่มที่สามคือกลุ่มหลบหนี มีเท่านั้น

ส่วนการที่วงจรปิดจุดสำคัญถูกถอดปลั๊กออก จะกำนันพ้นผิดเรื่องการสั่งฆ่าหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่ายากที่จะหลุดคดี พยานในที่เกิดเหตุ ส่วนกรณีคิดเห็นอย่างไรเรื่องเมื่อตำรวจได้ยินเสียงปืนนัดแรงวิ่งหนีหมดเลย คือผมขอความเห็นใจหน่อยว่า ถ้าเราไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุชั่วโมงนั้น เราจะทำอย่างไร ทุกคนต่างมีเหตุมีผลของตัวเองที่จะทำ เสียงปืนนัดแรกทุกคนต่างตะลึง บางคนหลบใต้โต๊ะ บางคนหาที่หลบ การเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าเนี่ยมันต่างกัน บางคนสามารถควบคุมสติได้ บางคนก็ไม่มี ตำรวจไม่ได้เก่งทุกคน ซึ่งก็จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป

แต่เมื่อสิ้นเสียงปืนแล้วตำรวจบางกลุ่มกลับไปช่วยคนร้ายหลบหนี ตำรวจเหล่านั้นคาดจากการเป็นตำรวจแล้ว ชุดนี้ต้องเอาให้หนักอย่าปล่อยไว้ คุณจะช่วยเหลือผู้มีพระคุณหรือไม่ ไม่รู้ แต่เมื่อคุณได้ยินเสียงปืน คุณต้องเป็นตำรวจในการเป็นผู้พิทักสันติราษฎร์รักษากฎหมาย ไม่ใช่ไปช่วยผู้กระทำความผิด

ส่วนวงจรปิดวันเกิดเหตุ ผมไม่ขอดู เพราะมันหดหู่ ส่วนความเชื่อว่าฟางเส้นสุดท้ายของกำนันนก กับสารวัตรศิว คือคำว่ากำนันสู้ผมไม่ได้ แล้วกำนันไม่เคยแพ้ใคร เชื่อว่านี่คือสิ่งที่คำให้กำนันโมโห หลังจากที่ดวลดื่มเหล้ากัน เมื่อมีการขอโทษกัน ไม่เกิน 10 นาที เสียงปืนดัง เชื่อว่าคนเราจะฆ่าใครสักคนคงไม่ใช่เรื่องเดียว คงมีหลายเรื่องแต่เรื่องสุดท้ายคือฟางเส้นสุดท้าย

ก่อนออกจากพื้นที่ได้ได้ยกมือไหว้ แล้วบอก สารวัตรศิว ผู้กำกับเบิ้ม ว่า ขึ้นรถ เราจะไปกันแล้ว

 

เมื่อแกะเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดหลังเกิดเหตุ พบว่า ผู้กำกับเบิ้ม ตำรวจ 2 นาย และรองวศิน ซึ่งรองวศินได้รับบาดเจ็บ ช่วยกันอุ้มสารวัตรแบงค์ ไปขึ้นรถที่เบาะหน้าด้านซ้ายของรถยนต์โตโยต้า รุ่นคัมรี่

จากนั้นรองวศินเดินกลับมาไม่กี่ก้าว และนั่งทรุดลง คาดว่าตอนนั้นรองวศินไม่รู้ว่าตัวเองถูกยิง จากนั้นเห็นตำรวจนายหนึ่งวิ่งเข้ามาพยุงรองวศิน ก่อนที่รองวศินทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง

ก่อนที่ผู้กำกับเบิ้ม วิ่งมาช่วยพยุงรองวศิน ไปขึ้นท้ายรถกระบะ และนำส่งโรงพยาบาลนครปฐม


ขณะเดียวกัน นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ ช่องยูทูบ Sondhitalk โดยได้พูดถึงประเด็นคดีดังในตอนนี้ ว่าสิ่งที่ตนจะพูดนั้น ไม่ได้หมายถึงการเสียชีวิตของ สารวัตรแบงค์ แต่เป็นการหมายถึง ป่าทั้งป่า จะเป็นการเปิดเผยครั้งแรก ที่ทุกคนรู้ แต่ไม่มีใครกล้าเปิด การตายของสารวัตรแบงค์ โดยมีการอ้างอิง ว่า กำนันนก ที่นอนในคุก และไม่ยอมประกันตัว เพราะมองว่า ประกันตัวแล้วมีโอกาสตายสูง หรืออยู่ในคุกก็ตายได้เหมือนกัน จริงๆ นัยเรื่องนี้ มีหลายมุมมาก และลึก ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด แต่ตอนนี้ก็มี ท่านพันตำรวจโทท่านหนึ่ง ที่เดินสายออกรายการ เพื่อแสดงองค์ความรู้ ก็แล้วแต่ท่าน ในมุมของตนเองไม่มีอะไร มีแต่ความจริงที่เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ เกิดจากเมื่อปลายพฤษภาคม 2566 ทุกคนคงจำได้ คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร คุณสุรเชษฐ์ ประวิงวงศ์ พรรคก้าวไกล จับมือกับ นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ตัดสินใจแฉเรื่องส่วย สติ๊กเกอร์ ต่อมา พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาหน่วยสอบสวนกลาง ได้มีคำสั่งเด้ง ‘พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ไปปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปก.บช.ก.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผู้บังคับการกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เป็นผู้รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจทางหลวงและ 4 กันยายน ได้มีการให้สัมภาษณ์จาก พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาหน่วยสอบสวนกลาง ตั้งแต่ได้ย้าย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ บิ๊กเต๋า มานั่งรักษาการแทนตำรวจทางหลวง ได้มีผลงานจับกุม ผู้กระทำผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น และยืนยันขจัดปัญหา ส่วยสติ๊กเกอร์ได้มากแล้ว ส่วนที่มีการร้องเรียนก่อนหน้านั้น ก็มีตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงาน ทั้ง บช.ก. จเรตำรวจ และตำรวจทางหลวง

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ประกาศ มั่นใจว่า ตำรวจทางหลวงยุคใหม่ปลอดส่วย เดือนหน้าสร้างผลงาน คล้อยหลังจากการสัมภาษณ์เพียง 3 วัน ช่วง 3 ทุ่ม ได้มีการยิงกันตาย ในงานเลี้ยง บาดเจ็บสาหัส 2 นาย อยู่ที่บ้าน หมู่ 1 ตำบลตากล้อง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

ซึ่งนายประวีร์ จันทร์คล้าย หรือ กำนันนก อายุ 35 ปี กำนัน ตำบลตากล้อง เป็นเจ้าของบ้าน กำลังจัดเลี้ยงประจำเดือนอยู่ เบื้องต้น คนที่อยู่บนโต๊ะบาดเจ็บ ส่งโรงพยาบาลนครปฐม คือ พ.ต.ต. ศิวกร สายบัว หรือ สารวัตรศิว และก็เสียชีวิต วันที่ 7 กันยายน เวลา 02.00 น. อีกคนหนึ่ง คือ พ.ต.ท. วศิน พันปี รอง ผกก.2 บก.ทล. เข้าที่แขนซ้าย อาการปลอดภัย เบาะแสพบว่า ผู้ที่ก่อเหตุ ลั่นไกดับ นายตำรวจคาวงสุรา คือ นายธนัญชัย หรือ หน่อง อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นคนสนิท กำนันนก และที่ผ่านมาจะเห็นว่า 2 คนนี้ ไปไหนมาไหนด้วยกัน

เรื่องของเรื่องคือ “ขอไม่ได้ ซื้อไม่ขาย” จึงต้อง “สั่งฆ่า” ที่ผ่านมา “สารวัตรแบงค์” ที่เป็นคนของ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช มานั่งเก้าอี้ สารวัตรประจำสถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง และกำนันนก เคยเสนอเงินใต้โต๊ะ จากรถบรรทุกสัญจรในกิจการรับเหมาก่อสร้าง และเจ้าตัวไม่รับ และในกรณีการจัดงานในวันนั้น กำนันนก และ หน้าเสื่อ เบอร์ใหญ่ มีการเรียกตำรวจในพื้นที่ ตำรวจทางหลวง และตำรวจนอกสังกัดที่ขึ้น เคยเกื้อกูลกันมา เพื่อเสียบปลั๊กต่อสัญญาณ เรื่องการบรรทุกน้ำหนักเกิน และมีการจัดงานกันทุกเดือน ก็จะไปกันอยู่แล้ว เพื่อมารับเงินส่วยที่ให้เป็นประจำ พอไปถึงแล้ว กติกา ก็คือให้ทุกคนถอดเสื้อ เก็บอาวุธประจำการ และก็มานั่งสังสรรค์กัน การนัดหมายของวันนั้น เป็นเรื่องส่วย กำนันนก สามารถ ตกลงกับตำรวจอื่นๆ ที่มาร่วมงานได้จนหมด แต่ สารวัตรแบงค์ ปฏิเสธ ไม่ยอมรับเงินใต้โต๊ะ เพราะถูกส่งมาโดยตรงจากผู้บัญชาการ จิรภพ ภูริเดช และสารวัตรตอนแรกไม่ได้ไปด้วย แต่ก็มีผู้บังคับบัญชา ที่ชื่อว่า ผกก. เบิ้ม ที่เสียชีวิตไปแล้ว ให้เรียกตัว สารวัตรแบงค์ เข้าไปในงานครั้งแรกวันนั้น

เมื่อมาตอน 20.30 น. และโดนยิง ตอน 21.20 น. พอมาถึงก็นั่งร่วมโต๊ะ และมีการเปิดประเด็น จากกำนันนก เรื่องส่วย แต่โดนปฏิเสธจาก สารวัตรแบงค์ เมื่อเจรจา ส่วยไม่สำเร็จ ก็ขอเป็นการ โยกย้ายจ่าอาร์ท หลานเขย ก็ยังได้รับการปฏิเสธอีกครั้ง ด้วยเหตุผล คนเก่า ยังไม่ได้เกษียณ มันเป็นสิ่งผิดธรรมเนียม ผิดปฏิบัติ จนทำให้มีการดวลเหล้า และก็สู้ไม่ได้ ทำให้โกรธ ก็เลยกระซิบบอกหน่อง

แต่ตัวสารวัตรก็ทราบว่า พูดจาเปรียบเปรย กำนันนก ไม่ดี ก็เลยเดินไปขอโทษ และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น นายหน่องยกปืน 19 มม. ยิง ใส่สารวัตร 5 นัดและ วศินอีก 2 นัด ที่แขนซ้าย พอหลังเกิดเหตุการณ์ ก็มีคนเข้าจับกุม และก็ปล่อยตัว พร้อมพาหน่องและกำนันนกหนี

ซึ่งถ้าความเป็นจริง กำนันนก ไม่มีสิทธิ์ เรียกตัวสารวัตร มาหาได้เลย ตัวสารวัตรแบงค์ เป็นคนตรงฉิง และได้รับคำสั่งตรง ให้มาจัดการเรื่องส่วย และมีการเว้นระยะห่าง แต่เมื่อ ผกก.เบิ้ม เป็นคนเรียกไป เพื่อให้การเจรจาสำเร็จ แบบที่เคยผ่านมา เรื่องการเคลียร์ส่วย คือ เรื่องสำคัญ เพราะ สารวัตรไม่รับส่วย

เพราะกำนันนก มีรถบรรทุก 100 คัน จนในที่สุด กำนันนก โดนหมายจับและหน่อง หนี จนโดนวิสามัญ ของทีมงานของ พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ในขณะทีมงานที่พร้อมวิสามัญ ของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ไปไม่ทัน

ทั้งหมดนี้ มีความน่าสนใจหลายเรื่อง แม้กระทั่งคำพูดของพี่ชายหน่อง ที่พูดว่า น้องผมตายแล้ว ตายอย่างหมาพิตบูล ไม่ใช่หมาชิสุ เมื่อโดนถามติดใจไหม ก็บอกว่าถ้าติดใจ นักข่าวช่วยได้ไหม อยากให้จบแค่นี้

สำหรับพฤติการณ์ตำรวจในเรื่องนี้ ต่อให้แก้ไขยังไงก็แก้ไม่ได้ สิ่งที่ตนอยากพูดจริงๆ คือ ความขัดแย้ง ของ 2 ตำรวจใหญ่ นั้นก็คือ บิ๊กโจ๊ก กับ บิ๊กต่อศักดิ์ ที่กำลังชิงตำแหน่งกัน อย่างสนุกสนาน และอยากเตือน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล และเสียดาย นายตำรวจ 28 ปีคน ที่ถอดเสื้อนั่งกิน บ้านกำนันนก ควรไล่ออกจากราชการและสอบสวนความผิด ไม่ใช่แค่การโยกย้าย ตำแหน่งไปประจำที่อื่น และนายจังหวัดนครปฐมที่มีคลิปอวยพรด้วย ตนมองว่า อยากให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เดินให้ถูกทาง เพราะกำลังแข่งกับ ต่อศักดิ์ สุวิมล และ ผกก. เบิ้ม เป็นคนของพลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมลในตอนสอบสวน ผกก. เบิ้ม โดยเรียกไปสอบสวนทุกวิธี จนทนไม่ไหว เพราะกลัวเรื่องราวจะลามไปถึงครอบครัวและนายตนเองและอีกอย่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หิวแสงมาจนลืมหน้าที่ตัวเอง เอาเรื่องราวจากการสอบสวน มาพูด ทั้งๆ เป็นความลับ และตอบคำถามสังคม ตำรวจ 28 ตนที่อยู่ตรงนั้นไปทำอะไร และทำไมโดนแค่ 6 คน และเอาออกจากราชการ ถ้าเป็นตรงชิงจริง และอยากเป็น ผบ.ตร. จริง ควรทำ ตอนนี้มีแต่คนบอกว่า ท่านทำงานเอาหน้าอย่างเดียว และเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นของท่านพลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ท่านก็บี้เอาอย่างเดียว ไม่ใช่วิถี ผู้ชายกับตำรวจมืออาชีพ ไม่ควรแถลงอะไรเลย อยากให้เลิกนิสัยแบบนี้สักทีจริงๆ เรื่องนี้ เป็นการชิงตำแหน่ง ระหว่าง 2 คนนี้ สารวัตรแบงค์ ต้องไม่ตายฟรี ผมเชื่อใจ พ.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช มากที่สุด ซื่อสัตย์ แต่ยืนตรงกลางระหว่างทั้ง 2 คน ก็ทำตัวไม่ถูก แต่เจ็บใจที่ลูกน้องตัวเองถูกฆ่าตาย คนอย่างกำนันมีเยอะมาให้ประเทศ ที่มีเยอะ เพราะตำรวจทำตัวไม่สมศักดิ์ศรี เลยเกิดพวกนี้ คนเป็นกำนันอายุ 35 ปี มันเลี้ยงจ่ายส่วย พวกคุณมีศักดิ์ศรีไหม ไม่ต้องเรียกก็มีเสนอหน้า มาโชว์พาวท์ ใครที่ได้เป็น ผบ.ตร. ก็อยากให้เอาไปคิดกันให้ดีๆ


จากการกู้ข้อมูลกล้องวงจรปิด 15 ตัว ที่สำนักงานกำนันนก พบว่า กล้อง 13 ตัว โดยรอบที่เกิดเหตุ เห็นเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุและหลังยิง รวมถึงเห็นภาพใครทำหน้าที่อะไร ใครให้การเท็จ และเห็นภาพก่อนเกิดเหตุกำนันเตรียมลูกน้องอย่างไรบ้าง

ส่วนกล้องอีก 2 ตัว ภาพนาทีที่ก่อเหตุหายไป เพราะก่อนจะยิงมีคนดึงปลั๊กออก

เปิดทุกมุม วงจรปิดล้อมบ้านยิงสารวัตรแบงค์ "สนธิ" ชี้เป้าความลับโต๊ะจีนเลือด