สนธิ’ผนึก’ปานเทพ’ บุกปปช. ร้องตรวจสอบ สวนชูวิทย์ เผยที่ดินนั้น กลายเป็นสาธารณสมบัติ แต่นำมาใช้ประโยชน์ส่วนตัวผิดกฎหมายหรือไม่ ยันความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

วันนี้ (9 พฤษภาคม ) ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกคณะกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้กัญชากระทรวงสาธารณสุข เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายศรชัย ชูวิเชียร ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานปปช. เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีที่ดินขนาด 6 ไร่ ที่ตั้งอยู่บริเวณสุขุมวิท 10 ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ว่าที่ดินดังกล่าวกลายเป็นสาธารณสมบัติไปแล้วหรือไม่

 

โดยนายสนธิ เผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มายื่นเรื่องตรวจสอบลักษณะนี้ และไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เหตุผลเพราะตนเองยังไม่เข้าใจ และสับสนเป็นอย่างมาก ในเรื่องที่ดินของนายชูวิทย์ “สวนชูวิทย์” จากการที่ตนได้รับข้อมูลมา จากการตรวจสอบด้วยตัวเอง รวมถึงพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายหลายคน ให้เหตุผลว่า สวนของชูวิทย์นั้นได้ กลายเป็นสาธารณสมบัติไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 แล้ว ซึ่งตรงข้ามกับชูวิทย์พูดเอาไว้ ว่าสวนดังกล่าวยังเป็นของเขาอยู่

 

ขณะนี้ ตนได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการเขตคลองเตย ชี้แจงข้อสงสัย และอยากให้กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบว่าจะทำอย่างไรกับสวนชูวิทย์ และตรวจสอบให้ว่าสวนดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติ หรือยังเป็นสมบัติส่วนตัวของคุณชูวิทย์อยู่  ซึ่งทางตนเองได้ทำจดหมายส่งถึง กทม. เพื่อต้องการได้รับคำตอบ ภายใน 30 วัน แต่จดหมายสิ้นสุดเวลาในวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่ายมา แต่ยังไม่มีคำตอบ จึงจำเป็นต้องมายื่นต่อ ป.ป.ช.

 

นายสนธิยืนยันว่าทีมกฎหมายของตนเอง ตรวจสอบยืนยันว่าสวนของชูวิทย์ ได้ตกเป็นสาธารณสมบัติ 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมแนบฎีกาทั้ง 14 ฎีกามาให้ วันนี้จุดประสงค์ที่มามีอย่างเดียว คือต้องการให้ตรวจสอบ

 

 

ด้านนายปานเทพ เปิดเผยว่า ฎีกาทั้ง 14 ฎีกา ที่จะยื่นไปพร้อมกับหนังสือ เป็นคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการอุทิศที่ดินของเอกชนให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งสามารถเอามาเทียบเคียงกับกรณีที่ดินของนายชูวิทย์ได้ เช่น ฎีกาที่ 264 / 2555 ว่าด้วยการที่อุทิศที่ดินให้เป็นของสาธารณะด้วยวาจา มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และการอุทิศที่ดิน มีผลทันที ไม่ต้องทำการจดทะเบียน หรือไม่ต้องโอน เมื่อเป็นของสาธารณะแล้ว จะไม่สามารถเอากลับคืนมาได้

 

โดยข้อพิพาทของที่ดินผืนนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 มีชายฉกรรจ์ นับร้อยคน บุกไปรื้อรื้อบาร์เบียร์ที่ตั้งอยู่ในที่ดินผืนนี้ เข้าข่ายความผิดในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกตอนกลางคืน กักขังหน่วงเหนี่ยว ผู้ก่อเหตุถูกสั่งฟ้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ /// หลังจากนั้นปี 2548 นายชูวิทย์ได้ทำที่ดินผืนนี้ให้เป็นสวน และลั่นวาจาเอาไว้ ว่าขอเสียสละให้เป็นสวนแห่งนี้เป็นของ กทม.

 

หลังจากนั้นเมื่อปี 2549 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ยกฟ้องจำเลย 130 คน ลงโทษเพียงแค่คนเดียว ต่อมาเมื่อปี 2555 ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษากลับ ให้นายชูวิทย์ และพวกรวม 66 คน มีความผิด จำคุกคนละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา

 

ต่อมาเมื่อปี 2558 ศาลฎีกา เตรียมอ่านคำพิพากษา ขณะนั้นนายชูวิทย์ได้มีการอ่านคำให้การใหม่ 2 ประเด็น คือให้การรับสารภาพ และยืนยันว่าจะไม่ทำประโยชน์ที่สวนชูวิทย์ และพร้อมจะมอบให้เป็นของสาธารณะ

 

ต่อมาเดือนมกราคมปี 2559 ศาลได้อ่านคำพิพากษาใหม่ ลดโทษให้กับนายชูวิทย์ เพราะศาลเห็นว่า นายชูวิทย์ จะไม่ก่อสร้างอาคารที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง เป็นการสำนึกผิด เลยลดโทษจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

 

หลังจากนั้นเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2559 นายชูวิทย์พ้นโทษ แล้วได้เขียนบทความว่า ได้พยายามทำให้ที่ดินของตัวเอง กลายเป็นของสาธารณะ เพื่อเป็นประโยชน์ของประชาชน จะเห็นได้ว่านายชูวิทย์ ยืนยันทั้งวาจาและลายลักษณ์อักษรว่าจะมอบที่ดินผืนนี้ให้เป็นของสาธารณะ

 

หลังเปิดให้บริการมานานกว่า 12 ปีเต็ม ล่าสุดนี้มีการรื้อสวนทิ้ง เพื่อทำเป็นโครงการ โครงการ The 10th Avenue สูง 51 ชั้น มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะที่ดินผืนนี้เป็นของสาธารณะ ยืนยันโครงการนี้ต้องถูกยกเลิก ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ โดยให้ป.ป.ช.เป็นคนไต่สวน

 

เรื่องนี้ทีมข่าวช่องแปดสอบถามกับนายปานเทพว่าการออกมาเรียกร้องครั้งนี้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของตนเองกับนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งนายเนวิน เป็นคนสนิทของ นานอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

 

นายปานเทพ ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องโดยนายปานเทพ ยังย้ำอีกว่า การที่นายชูวิทย์ออกมารณรงค์ต่อต้านกัญชาเสรี มีประชาชนต่อต้านเป็นจำนวนมาก เพราะนายชูวิทย์ พูดไม่จริงเรื่องกัญชาหลายอย่าง ไม่กล้ามาเจอหน้าตนเอง เป็นคนที่ขี้ขลาด

 

ปัจจุบันมีผู้ป่วยประมาณ 3.6 ล้านคน ที่ต้องใช้กัญชาในทางการแพทย์ การที่คุณชูวิทย์พยายามต่อต้าน ก็ไม่ต่างจากการพากัญชากลับมาเป็นยาเสพติดอีกครั้ง และผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะกลายเป็นคนที่ทำผิดกฏหมาย ไม่มีโอกาสได้รักษาตัว ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เท่ากับนายชูวิทย์ทำบาปครั้งใหญ่