"บิ๊กโจ๊ก" ยืนยันตรวจสอบกรณีสื่อต่างชาติเข้าไปภายในจุดเกิดเหตุที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต.อุทัยสวรรค์ สื่อต่างชาติอ้าง อสม.เป็นคนกวักมือให้เข้าที่เกิดเหตุ โดยอาจเข้าใจ อสม.ผิด เห็นกวักมือไล่นึกว่าเรียกให้เข้าได้ ด้านอนุทิน คาดนักข่าวต่างชาติกดดัน จึงโบ้ย สธ.อนุญาตให้เข้าพื้นที่เกิดเหตุ

 

วันที่ 9 ต.ค. 65 ที่ อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาร่วมประชุมกับพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ภายในห้องประชุมของ อบต. โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพ

หลังการประชุม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการตรวจสอบในช่วงเช้าวันนี้ พบว่า ผู้สื่อข่าวทั้ง 2 คนพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี เพราะต้องกลับลงมาพื้นที่เพื่อทำข่าวอีกครั้ง จึงได้เชิญตัวมาสอบปากคำก่อน แต่จากการตรวจสอบพบว่า นักข่าวรายนี้เดินทางเข้ามายังไประเทศไทยด้วยวีซ่าการท่องเที่ยว ซึ่งหลักการคือเมื่อใช้วีซ่าท่องเที่ยวต้องเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอย่างเดียว ไม่สามารถเข้ามาทำงานได้ ก็ถือว่าเป็นการทำงานที่ผิดกฎหมาย

เมื่อเขาเดินทางเข้ามาทำข่าวแล้วเผยแพร่ไปทั่วโลก ถือเป็นความผิด พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ทาง ผบ.ตร ได้สั่งการให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพิกถอนวีซ่า ทำให้ขณะนี้ทั้งคู่จึงอยู่ในการควบคุม เบื้องต้นแจ้งข้อหาเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ในส่วนประเด็นการเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน จากการสอบถามเบื้องต้น ในช่วง 10.00-11.30 น. ช่วงนั้นประตูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเปิด มีเจ้าหน้าที่และประชาชนอยู่ ไม่มีอะไรกั้น คาดว่าอยู่ในช่วงการจัดเตรียมความพร้อม จึงเดินเข้าไปเหมือนคนอื่นๆ ปรากฏว่าเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ อสม. โดยใช้ภาษาอังกฤษสอบถาม อสม. "แคนไอคัมอิน" อสม.ใช้มือบอกว่าเข้าไปได้ ในลักษณะอาจจะเหมือนกวักเรียกสื่อต่างชาติ จึงเข้าใจว่าเข้าไปได้ และเข้าไปเก็บภาพ เมื่อออกมาพบว่าปิดประตูแล้ว จึงได้ปีนข้ามออกมา โดยทาง ผบ.ตร.ได้ให้แนวทางการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมากับทุกฝ่าย ตามกฎหมายไทย ต้องดูที่เจตนาก่อน วันนี้จึงได้นำตัวพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ อสม.มาเพื่อทำความจริงให้ปรากฏ

ซึ่งนักข่าวทั้งคู่ยอมรับผิดและเสียใจ วันนี้เอง ซีเอ็นเอ็น อเมริกาก็ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยดูจากเจตนาแล้วทั้งคู่ไม่มีท่าทีหลบหนี ตั้งใจเข้ามาทำข่าวจริง โดยก่อนจะผลักดันกลับประเทศ ฝ่ายไทยต้องดำเนินคดีกับนักข่าวก่อน อัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าปรับแล้ว เจ้าตัวประสงค์จะเดินทางกลับ

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอนุญาตให้นักข่าวซีเอ็นเอ็นเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ ในส่วนที่นักข่าวอ้างออกมานั้น คาดว่าโบ้ยไว้ก่อน เพราะสถานที่เกิดเหตุอยู่ใน อบต.ไม่ใช่เกิดใน รพ.สต. หรือสถานีอนามัย ไม่ใช้คลินิก เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขมาอนุญาต ต่อให้ยืนอยู่ก็อนุญาตไม่ได้ เพราะสถานที่ที่เกิดเหตุแล้วเป็นสถานที่จะต้องป้องกัน ห้ามคนนอกเข้า จึงมั่นใจว่านักข่าวกล่าวอ้างมากกว่า อย่าไปให้ความสำคัญเพราะถึงอย่างไรต้องดำเนินคดี