'น้องมาร์ค' เด็กยอดกตัญญูถูกพ่อเลี้ยงเตะม้ามแตกเข้าโรงพยาบาล เพื่อนบ้านเปิดใจน้องโดนทำร้ายบ่อยครั้ง งงคนบริจาคเงินให้แต่ไม่ปรับปรุงบ้าน วอนเจ้าหน้าที่รัฐเร่งช่วยเหลือ
เมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค.2564 ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอข่าวของ "น้องมาร์ค" นักเรียนชั้น ป.5 ชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ หนูน้อยยอดกตัญญูที่ปั่นจักรยานคู่ใจ ออกตระเวนเก็บของเก่าตามริมถนนนำไปคัดแยกไว้ขาย เพื่อหารายได้แบ่งเบาภาระครอบครัวดูแลแม่ และน้องวัยขวบเศษ เนื่องจากฐานะยากจน ก่อนจะมีคนเข้ามาชื่นชมในความกตัญญู ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ใจบุญ ยื่นมือช่วยเหลือ ไม่ว่าจะบริจาครถจักรยานคันใหม่ มอบอุปกรณ์ก่อสร้างบ้าน บริจาคเงินเป็นทุนในการสร้างบ้านและเป็นทุนการศึกษาด้วยรวมเป็นเงินประมาณ 80,000 บาท
วันนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนว่า น้องมาร์ค หนูน้อยยอดกตัญญูได้ถูก นายชัช (นามสมมติ) อายุ 36 ปี พ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายหลายครั้ง ซึ่งครั้งนี้ถูกเตะจนม้ามแตกต้องเข้ารับการรักษาที่ รพ.นางรอง เป็นเวลาเกือบสัปดาห์ โดยเข้ารักษาตั้งแต่วันที่ 3-8 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งชาวบ้านเห็นการกระทำดังกล่าว แต่ไม่มีใครกล้าพูดเพราะไม่อยากจะมีปัญหา ต่อมากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้เดินทางไปยังบ้านของน้องมาร์ค แต่ไม่มีใครอยู่บ้าน เมื่อสอบถามญาติและชาวบ้านใกล้เคียงบอกว่า หลังจากน้องมาร์ค ออกจาก รพ. ก็มีเจ้าหน้าที่จากบ้านพักเด็กและครอบครัวมารับไปดูแลแล้ว โดยแม่ของน้องก็ไปดูแลลูกด้วย ส่วนพ่อเลี้ยงไม่ทราบว่าหายไปไหน เพราะไม่ค่อยอยู่บ้าน
ขณะที่ นายสมปอง ปราบสกุล ผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า ส่วนตัวเพิ่งทราบตอนที่ชาวบ้านบอกว่าน้องมาร์ค เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการม้ามแตก แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร จากนั้นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็มาแจ้งอีกว่าน้องมาร์คอยู่ที่ รพ.นางรอง แต่ตอนนั้นติดภารกิจอยู่จึงยังไม่ได้ไปดูน้อง ก่อนมาสอบถามกับญาติและชาวบ้านว่าเกิดอะไรขึ้น จึงทราบว่าน้องน่าจะถูกพ่อเลี้ยงทำร้าย เพราะมีคนเห็นหลายครั้ง ซึ่งพ่อเลี้ยงเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหลังจากมีเงินบริจาคเข้ามา ส่วนตัวเคยไปสอบถามก็ยังไม่พอใจ แถมยังต่อว่าด้วย จึงไม่เข้าไปยุ่ง อย่างไรก็ตาม จะรายงานให้ทางอำเภอรับทราบเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการร้องเรียน ทั้งเรื่องการทำร้ายร่างกายและเงินบริจาคด้วย

ด้านนางสมนึก (สงวนนามสกุล) เพื่อนบ้าน เปิดใจว่า เคยเห็นกับตา ขณะที่นายชัย พ่อเลี้ยงทำร้ายน้องมาร์ค เวลาที่ใช้แล้วไม่ได้ดั่งใจก็จะตบ เตะ กระทืบบ่อยครั้ง ล่าสุด เมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค. น้องโดนเตะตอนนั่งล้างจานอยู่หลังบ้าน ก็คิดว่าเป็นเรื่องในครอบครัวไม่อยากจะยุ่ง กระทั่งน้องมาเล่นที่บ้านแล้วบ่นว่าเจ็บท้อง พอเปิดเสื้อดูก็พบรอยเขียวช้ำที่บริเวณท้อง ก็ตกใจไม่คิดว่าน้องจะถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายรุนแรงขนาดนี้ และเพิ่งมาทราบทีหลังว่าน้องเข้ารักษาตัวที่ รพ.เกือบสัปดาห์ ก็รู้สึกหดหู่ใจและสงสาร แม้ไม่อยากจะยุ่งเรื่องในครอบครัวแต่เห็นน้องเป็นหนัก จึงแจ้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ให้มาช่วย
นางสมนึก กล่าวถึงนิสัยของนายชัย พ่อเลี้ยงรายนี้อีกว่า ถามชาวบ้านใกล้เคียงได้เลย เป็นคนโมโหร้ายไม่เอาใคร หากเป็นไปได้ก็อยากให้พาไปตรวจฉี่ด้วยว่ามีเรื่องของยาเสพติดหรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่น้องมาร์คที่ถูกทำร้าย บางวันเมียยังโดนตีหน้าตาเขียวช้ำไปหมด และไม่ใช่แค่ลงไม้ลงมือเท่านั้น แม้แต่ข้าวยังไม่ให้น้องมาร์คนั่งกินร่วมด้วย ตักข้าวใส่จานให้แล้วไล่ไปนั่งกินคนเดียว ส่วนเรื่องเงินที่มีผู้บริจาคช่วยเหลือนั้น ก็ไม่เห็นสร้างบ้านใหม่หรือทำอะไร แต่ทำไมเงินถึงไม่เหลือก็ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไร เห็นแต่มีรถจักรยานยนต์ 2 คัน จากกรณีที่เกิดขึ้นก็อยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบและช่วยเหลือน้องมาร์คด้วย เกรงว่ากลับมาจะถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายอีก
ขณะเดียวกัน นายสมนึก ปรีชาพูด กำนันตำบลหัวถนน เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สอบถามทราบว่าน้องมาร์คเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจริง ส่วนสาเหตุว่าเกิดจากถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายหรือไม่นั้น ยังเป็นเพียงข้อมูลจากญาติและชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังไม่ได้สอบถามกับตัวพ่อเลี้ยงเอง เนื่องจากยังไม่พบตัว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายก่อน จะได้รายงานให้ทางอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
โดยล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ่อเลี้ยงปัดไม่ได้เตะหรือทำร้าย แค่ใช้มือตีตั้งแต่ 3 ปีก่อน แต่ไม่แรง ท้าสาบานได้ อ้างไม่รู้เด็กปวดท้องและอาเจียนเข้า รพ.เพราะอะไร
น.ส.เพชรรัตน์ ภูมาศ นายอำเภอนางรอง พร้อมด้วย นายจักรกฤษ์ ร่วมกูล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่จากบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.บุรีรัมย์ ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของน้องมาร์ค ตามที่มีการร้องเรียนและผู้เป็นแม่แจ้งความร้องทุกข์ ได้พบกับนายชัช (นามสมมติ) พ่อเลี้ยงของน้องมาร์ค ที่ถูกร้องเรียนอยู่กับญาติและลูกคนเล็กวัยขวบเศษ เนื่องจากภรรยา และน้องมาร์ค ทางเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ ได้รับไปดูแลคุ้มครองก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตามเบื้องต้นนายชัช พ่อเลี้ยงที่ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายน้องมาร์ค จนต้องเข้า รพ. ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายน้องตามที่ถูกกล่าวหา และไม่รู้ว่าน้องเจ็บน้องเข้า รพ.เพราะสาเหตุอะไร เบื้องต้นตนได้ไปให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนก็จะได้เรียกสอบตามขั้นตอนอีกครั้ง เนื่องจากผู้เป็นภรรยา ซึ่งเป็นแม่ของน้องมาร์ค ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าพ่อเลี้ยงทำร้ายน้องจริง ซึ่งเรื่องคดีก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการกฎหมาย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้พูดคุยเจรจากับนายชัช เพื่อขอรับตัวลูกคนเล็ก ซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ไปอยู่ในความคุ้มครองดูแลของบ้านพักเด็กด้วย เนื่องจากภรรยาแจ้งว่านายชัช ใช้ลูกคนเล็กเป็นข้อต่อรอง เพื่อไม่ยอมหย่าหรือแยกทางตามความประสงค์ของภรรยา เนื่องจากภรรยาให้ข้อมูลว่า ถูกนายชัยทำร้ายร่างกายเช่นกัน ซึ่งนายชัชก็ยินยอมให้เจ้าหน้าที่นำลูกคนเล็กไปดูแล โดยไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามนายชัช พ่อเลี้ยง ก็ยืนยันว่าตนเองไม่เคยเตะน้องมาร์คเลย ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุอะไรน้องจึงปวดท้อง และอาเจียน จนต้องเข้า รพ. และยอมรับว่าเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนที่น้องมาอยู่ด้วยแรก ๆ เคยใช้มือตีน้องไปแค่ครั้งเดียวแต่ไม่ได้รุนแรง หลังจากนั้นก็ไม่เคยตีน้องอีกเลย ก็แค่ดุเวลาน้องพูดไม่เชื่อฟังเท่านั้น สาบานได้ว่าไม่เคยเตะหรือทำร้ายน้องรุนแรงเลย คนในบ้านเป็นพยานได้ ส่วนเรื่องเงินบริจาคแม่ของน้องเป็นคนถือบัตร ATM เอง เวลาไปกดก็ไปด้วยกันไม่เคยเอาไปใช้ส่วนตัว ส่วนที่บอกว่าเอาไปซื้อ จยย.นั้น เป็นรถของแฟนคันหนึ่ง ซึ่ง 2 หมื่นกว่าบาท ของตัวเองคันหนึ่ง แต่ของตัวเองก็ใช้เงินตัวเองซื้อไม่ได้ใช้เงินบริจาคซื้อ แต่พอผู้สื่อข่าวถามว่าเงินเหลือเท่าไหร่ ก็บอกว่าเหลือหมื่นกว่าบาท เพราะซื้ออุปกรณ์มาไว้ทำบ้านแล้ว
ขณะที่ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.บุรีรัมย์ ให้ข้อมูลว่า หลังจากทาง รพ.รับเรื่องก็ได้ประสานมายังบ้านพักเด็กและครอบครัว ซึ่งเบื้องต้นจากการสอบถามแม่ก็ให้ข้อมูลว่า น้องได้ถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายจริง จากนั้นทางบ้านพักเด็กฯ ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปรับตัวแม่และเด็กเข้ามาอยู่ในความคุ้มครอง เพื่อดูแลเยียวยาสภาพจิตใจด้วย ส่วนปัญหาที่สามีไม่อยากหย่าหรือเลิกกับภรรยา แล้วได้นำลูกคนเล็กวัยขวบเศษไปเป็นข้อต่อรองนั้น ทางบ้านพักเด็กฯ ก็ได้ร่วมกับทางอำเภอนางรอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพูดคุยกับผู้เป็นสามีแล้ว ซึ่งขณะนี้ก็ได้รับทั้งตัวแม่ และลูกทั้งสองคนเข้ามาอยู่ในความคุ้มครองที่บ้านพักเด็กและครอบครัวแล้ว ส่วนในเรื่องของการดำเนินคดีก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางบ้านพักเด็กไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย ก็จะดูแลคุ้มครองสิทธิเด็กที่เกิดจากการถูกทำร้ายและปัญหาในครอบครัวเท่านั้น ในอนาคตก็อาจจะต้องส่งแม่และเด็กไปอยู่กับญาติ ตามความประสงค์ของผู้เป็นแม่ต่อไป


















