"นายกฯ" ไม่ป้องข้าราชการเอี่ยวคดีตู้ห่าว จี้สอบส่วยอุทยานเข้ม โปร่งใสห้ามมีการแทรกแซง ย้ำตลอดการทำงานตั้งใจแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในถูกทุกแวดวง

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงความคืบหน้าตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในการตรวจสอบคดีทุนจีนสีเทา หรือตู่ห่าว ว่า นายกรัฐมนตรี ได้มีการกำชับให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาและหาผู้กระทำความผิดและผู้ที่หลบหนี โดยรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดทไม่เว้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากเข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการทุกราย โดยได้แต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลดำเนินการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ทั้งหมด โดยการตรวจสอบเส้นทางต่างๆ ทั้งเส้นทางการเงินและทรัพยสิน ได้มีการประสานงานส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งป.ป.ง.และป.ป.ส. จนสามารถยึดทรัพย์ได้จำนวนมาก โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมาทางอัยการสูงสุดได้มีความเห็นสั่งฟ้องตู้ห่าว และพวกรวม 41 คนใน 9 ข้อหา

 
ซึ่งคดีนี้ถือว่าสังคมให้ความสำคัญโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่ได้มีการกำชับอย่างต่อเนื่องหากความผิดสาวไปถึงใครต้องดำเนินการทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้จึงได้มีการแจ้งดำเนินคดีและสอบสวนวินัยร้ายแรงและให้ออกจากราชการ จำนวน 6 นาย
 
สำหรับภาพรวมตลอดระยะเวลาเกือบ 3 เดือน มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องสามารถขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำผิดทุกราย จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่น ทำงานของแจ้งตำรวจและมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการ ป.ป.ส.และป.ป.ง.ที่ได้ร่วมกันทำคดีนี้อย่างเต็มความสามารถโดยในวันนี้ได้มีการส่งสำนวนไปยังศาลแล้ว แต่ถ้าหากพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องหรือมีข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม รวมทั้งผู้ที่เข้าไปยุ่งเยิงกับพยานหลักฐานจะต้องดำเนินการส่งฟ้องศาล

นายอนุชา ยังกล่าวว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนสีเทา ได้มีการจับกุมบ้านพักหรูหลังหนึ่ง และยังมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญ ติดตามความคืบหน้าและผลการสืบสวนสอบสวน โดยรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีการชี้แจงว่า ได้เน้นตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด รวบรวมหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา เพราะคดีนี้มีทุนทรัพย์สูงและสังคมให้ความสนใจ ที่สืบเนื่องมาจากมีการร้องเรียนภายในDSI มีความเคลือบแคลงสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่เชิงคดี ทั้งการยึดทรัพย์สินต่างๆ และมีเรียกร้องผลประโยชน์หรือไม่ รวมทั้งการบริหารบุคคลในองค์กรเป็นไปโดยโปร่งใสหรือไม่ ซึ่งนายสมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้นิ่งนอนใจจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งรวมไปถึงการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างในหลายโครงการ โดยเฉพาะเครื่องมือพิเศษ และได้มีการออกคำสั่งย้ายสลับกันโดยให้ นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และให้ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และให้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้การบริหารงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่เหมาะสมกับภารกิจในความรับผิดชอบของส่วนราชการ
 
และเชื่อว่าจะทำให้เกิดประโยชน์ ทำให้สังคมเข้าใจที่ชัดเจน โดย DSI ต้องพิสูจน์ตัวเอง ว่าในเชิงคดีที่มีกฎหมายพิเศษมีข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญจะสามารถตอบสนองในคดีสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายสมศักดิ์ ได้เร่งรัดดำเนินทุกอย่างให้เกิดความชัดเจน และรายงานความคืบหน้าให้กับประชาชนได้ทราบอย่างต่อเนื่อง

ด้านกรมอุทยานแห่งชาติกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการรับผลประโยชน์ในกรม และเป็นส่วนที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งโดยได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งนี้ เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนและทำงานได้อย่างสะดวก ไร้ข้อครหานายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 11 ลงนามคำสั่งในการลงนามให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ เข้ามาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพราะการทำงานในครั้งนี้ประจักษ์ชัดในเรื่องความผิดทางวินัญแต่เพื่อให้ทราบว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องบ้างและใครบ้างที่มีการกระทำผิดเพิ่มเติม
 
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเมื่อมีคำสั่งย้ายอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ให้เข้ามาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ไม่มีใครที่จะมาล้วงลูก ให้คณะกรรมการสอบตรวจสอบมีความหนักใจ
 
พร้อมยังได้มีการกำชับว่าหากมีใครเกี่ยวข้อง ให้สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบตามอำนาจหน้าที่ จึงขอให้ประชาชนสบายใจได้ แต่ก็ยอมรับว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับกระทรวงเป็นครั้งแรกจึงอาจทำให้ บางส่วนตกหล่นไปบ้าง แต่ทางคณะกรรมการต้องยึดถือความเป็นธรรมและความเป็นโปร่งใสเป็นหลัก

นอกจากนี้ นายอนุชายังระบุว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ และให้มีการดำเนินการตรวจสอบแพลตฟอร์มการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้า พร้อมระบุอีกว่า ทุกคดีนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะปกป้องความผิดของผู้ใดในแต่ละคดีทั้งหมด โดยให้เจ้าหน้าที่มีโอกาสในการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา
 
ด้วยความโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง และเพื่อให้เกิดความกระจ่างในทุกประเด็นสังคม ซึ่งเป็นหนึ่งในที่นายกรัฐมนตรีนำมาเป็นข้อปฏิบัติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือ เรื่องของการที่จะมีความตั้งใจแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในถูกทุกแวดวง โดยได้มีข้อสั่งการมาตลอดระยะเวลา ในการไปร่วมประชุมกับหน่วยงานต่างๆ ว่าการดำเนินงานของข้าราชการ จะต้องมีความโปร่งใสเป็นธรรมตรวจสอบได้ในทุกๆกรณี