เริ่มพรุ่งนี้ (22 พ.ย.65) "พาณิชย์-เกษตร-ธ.ก.ส." จ่ายส่วนต่าง"พร้อม"ค่าไถหว่านไร่ละ1,000" เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง หวังช่วยชาวนา 4.7 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กรรมาธิการการต่างประเทศและอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 22 พ.ย.นี้ ชาวนาจะได้รับ 2 เด้ง ทั้งค่าส่วนต่างกับค่าไถหว่าน ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นำเสนอโดยดำเนินงานตามระบบจากนี้ คือ

ทางกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เคาะราคาส่วนต่างในโครงการประกันรายได้ย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.65 เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรหลังครม. มีมติตามระเบียบ

จากนั้น ทางธ.ก.ส. หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 22 พ.ย.นี้ กว่า 4.7 ล้านครัวเรือน

ทั้งนี้ ทางธ.ก.ส.จะจ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ สำหรับการช่วยค่าไถหว่าน เข้าบัญชีเกษตรโดยตรงด้วย

นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ได้ให้อธิบดีกรมการค้าภายในกำหนดการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลาง อ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อพิจารณาราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2565/66 หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พ.ย.2565

ได้อนุมัติให้เดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 4 และด้วยราคาเกณฑ์กลางแต่ละช่วงได้ประชุมกันมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ต้องรอการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงการคลัง ดังนั้นที่จะต้องเริ่มได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมก็ดำเนินการโอนย้อนหลังให้ทั้งหมด โดยจะกำหนดราคาส่วนต่างที่จะต้องจ่ายชดเชยให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 15 ต.ค.2565 ซึ่งเป็นงวดแรก และพิจารณางวดถัดไปที่จะจ่ายทุก 7 วัน รวมจ่ายทั้งสิ้น 33 งวดจนจบโครงการ

"สำหรับการประกันรายได้ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ ที่บรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องหนึ่งในนั้นคือ โครงการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวดูแลข้าวเปลือก 5 ชนิด กำหนดราคาประกันรายได้และจำนวนสิทธิดังนี้คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท รายละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท รายละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท รายละไม่เกิน 30 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท รายละไม่เกิน 16 ตัน

รวมทั้ง นายจุรินทร์ ยังได้เตรียมการเพื่อเดินหน้ามาตรการคู่ขนาน ที่จะช่วยดึงราคาข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดมาก โดยมี 3 มาตรการ ได้แก่ 1. มาตรการชะลอขาย โดยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวและจัดเก็บไว้ในยุ้งฉาง เป้าหมาย 2.5 ล้านตัน โดยรัฐบาลช่วยค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน 2.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมของสหกรณ์ โดยช่วยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ไม่เกิน 12 เดือน และ 3.มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง โดยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวรับซื้อข้าวเปลือกและเก็บสต็อก เป็นระยะเวลา 2-6 เดือน ซึ่งรัฐจะช่วยดอกเบี้ยร้อยละ 3 " ดร.มัลลิกา กล่าว

ดร.มัลลิกา กล่าวด้วยว่าสำหรับค่าช่วยไถหว่านหรือโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูกไร่ละ 1,000 บาท กำหนดไม่เกินรายละ 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาทต่อครัวเรือนนั้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรโดยตรง และคาดว่าการจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้และเงินการช่วยไร่ละ 1,000 บาท ธ.ก.ส. จะเริ่มจ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2565 เป็นต้นไป

"จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรตรวจสอบชื่อบัญชี ธ.ก.ส. ให้ตรงกับชื่อที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร เรามีประสบการณ์มา3ปีแล้วถ้า พี่น้องยังติดขัดอะไรให้เข้าไปที่ ธ.ก.ส.พื้นที่ได้เลยโดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกอำเภอทุกแห่งหรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอเกษตรตำบลในพื้นที่ได้เลย " ดร.มัลลิกา กล่าว

โดยสามารถตรวจสอบสิทธิ์ประกันรายได้ข้าว65/6 ได้หลายช่องทาง

กรณีสมัครแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile หรือ LINE Official BAAC Family หากได้รับเงินแล้ว จะมี SMS แจ้งมายังเบอร์มือถือของท่านที่ลงทะเบียนไว้กับธ.ก.ส. แจ้งสถานะการจ่ายเงินประกันรายได้ข้าวเข้าบัญชี ตามภาพด้านล่าง

กรณีตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ https://chongkho.inbaac.com