กรรมาธิการด้านศาสนาของสนช.เตรียมตั้งคณะทำงานศึกษาแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ หลังมีข้อเสนอห้ามพระสงฆ์รับมรดกจากบรรพบุรุษ และห้ามรับปัจจัยที่มีมูลค่ามาก โดยจะมีการรับฟังความเห็นข้อดี-ข้อเสียจากทุกฝ่าย ขณะที่'นายเทพชัย หย่อง' คัดค้านหลักการนำตัวแทนจากภาครัฐเข้า

นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวถึงกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ปฏิรูปสื่อ ได้ปรับลดตัวแทนภาครัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเหลือ 2 คน จากเดิม 4 คนว่า หลักการลดสัดส่วนภาครัฐในกรรมการสภาวิชาชีพสื่อเหลือ 2 คน จากเดิม 4 คน และไปใส่ในสัดส่วนขององค์กรอิสระนั้น ตนไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว เพราะเปิดโอกาสให้มีกลไกกำกับสื่อ ซึ่งเป็นกลไกที่สังคมไทยไม่เคยมีมาก่อน และเมื่อคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจ ก็ย่อมมีกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการเข้ามาแทรกแซง ดังนั้นจึงไม่มองว่า การลดสัดส่วนภาครัฐจะเป็นการถอยของสปท. เพราะไม่ว่าจะเปน 4 หรือ 2 คน ก็เป็นการแสดงเจตนาที่จะเข้ามาแทรกแซงสื่อ จึงต้องการให้มีการทบทวน เพราะหลักการไม่สอดคล้องกับที่รัฐบาลบอกว่าจะนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตย

ด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) กล่าวถึงกรณีกรณีที่สปท.ปรับลดตัวแทนภาครัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเหลือ 2 คนว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด เพราะการนำปลัดกระทรวงเข้ามาอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ แต่ยืนยันว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ไม่ได้ระบุถึงการควบคุมสื่อ มีแต่เรื่องของจรรยาบรรณที่สื่อต้องไปคิดกันเองว่า จะควบคุมจรรยาบรรณสื่ออย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันวานนี้ ( 22ก.พ.) นายมีชัย ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการจัดเสวนา “ร่างพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ กลไกสำคัญในการตอบโจทย์การปฏิรูปภาครัฐ มุ่งสู่ Thailand 4.0” ที่คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และสปท.จัดขึ้น นายมีชัย กล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาข้าราชการมักหงุดหงิดกับการเรียกร้องของประชาชน ซึ่งความจริงปัญหาเกิดจากการที่ราชการไม่เปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งหมด จนทำให้ประชาชนรู้สึกกลัวต่อการกระทำของราชการ ล่าสุดตามมาตรา 77 ในร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้การออกกฎหมายต้องรับฟังเสียงประชาชนแล้ววิเคราะห์ว่า จะมีผลกระทบอย่างไร แต่ก็มีเสียงบ่นจากฝั่งสนช.ว่า ทำให้การพิจารณากฎหมายลำบากผ่านยากขึ้น ซึ่งส่วนตัวไม่อยากให้สนช.คิดเช่นนั้น เพราะกฎหมายบางอย่าง การใช้เวลามากขึ้นก็น่าจะเป็นเรื่องดี ซึ่งตนเห็นว่า การออกกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องระมัดระวังมากที่สุด และต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย

ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ไขร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พลตำรวจเอกพิชิต ควรเตชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สนช.กล่าวถึงข้อเสนอแก้ไขร่างพ.ร.บ.สงฆ์ จำนวน 2 มาตราว่า นายจรัญ ภักดีธนากุล คณะทำงานปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับการห้ามพระสงฆ์รับมรดกจากบรรพบุรุษและห้ามรับปัจจัยที่มีมูลค่ามาก โดยควรให้ตกเป็นทรัพย์สินของวัดแทน แต่เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะมีการแก้ไขหรือไม่ เป็นเพียงข้อเสนอจากนายจรัญ ที่ส่งให้กรรมาธิการพิจารณาเท่านั้น โดยกรรมาธิการจะตั้งคณะทำงานไปศึกษาความเป็นไปได้ และจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาข้อดีข้อเสีย ตลอดจนรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน อาทิ พระสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และรัฐบาล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส โดยยืนยันข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้เป็นผลมาจากปัญหาเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย

สนช.ตั้งทีมศึกษาแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ห้ามพระรับมรดก-ปัจจัยมูลค่าสูง