นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ยื่นฟ้องนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม คดีหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 5 ล้าน ส่วนคดีทำร้ายร่างกาย นายณัฐวุฒิไม่มาตามหมายเรียกทั้ง 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกซ้ำ หรือออกหมายจับ
วันที่ 12 ต.ค. 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า วันนี้มาขออำนาจศาลยื่นฟ้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง กับนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม และวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตนเอง เกี่ยวกับการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกกล่าวหาจาก กกต. โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ไปแจ้งที่สำนักงาน ป.ป.ช. และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ไปแจ้งที่ สน.ทองหล่อ

นายสมชัย ระบุว่า ทั้งสองครั้งเป็นการแจ้งความเท็จ หมิ่นประมาท และมีการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย และไม่เป็นจริง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและครอบครัว รวมถึงเป็นการหมิ่นประมาทและการดูหมิ่นในที่สาธารณะ โดยขณะนี้ศาลได้รับฟ้องไว้แล้วในข้อหาแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และดูหมิ่นด้วยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 5 ล้านบาท
สำหรับคดีนี้ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรก วันที่ 21 ธันวาคมนี้ เวลา 13.30 น. โดยในวันนัดไต่สวน จำเลยสามารถมอบหมายให้ทนายความมาดำเนินคดีแทนได้
สำหรับรายละเอียดและหลักฐานต่าง ๆ ได้แนบอยู่ในคำฟ้องทั้งหมดแล้ว ทั้งคลิปการให้สัมภาษณ์ฉบับเต็ม เอกสารการถอดเทปบันทึกเสียงให้สัมภาษณ์ รวมถึงภาพข่าวต่าง ๆ ในสื่อสาธารณะ

ส่วนความคืบหน้าคดีทำร้ายร่างกายที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งมีรายงานว่า คู่กรณีไม่ไปตามนัดถึง 2 ครั้ง นายสมชัยชี้แจงว่าคดีดังกล่าวเป็นคนละคดีกัน โดยในคดีทำร้ายร่างกาย ตำรวจ สน.ทองหล่อ ได้นัดหมายให้นายณัฐวุฒิมาพบครั้งแรกในวันที่ 1 ตุลาคม เพื่อนำตัวส่งฟ้องต่ออัยการ แต่เจ้าตัวไม่มา จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ให้นัดมาพบในวันที่ 8 ตุลาคม แต่ปรากฏว่าในวันที่ 8 ตุลาคม นายณัฐวุฒิก็ยังคงไม่มาตามนัด
ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ และอัยการว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ จะออกหมายเรียกซ้ำอีกครั้งหรือจะขออนุมัติศาลออกหมายจับ ซึ่งตนเองไม่ได้เร่งรัดกระบวนการ และปล่อยให้ตำรวจดำเนินการตามความเหมาะสม

นายสมชัย ระบุอีกว่า ความจริงแล้วความผิดฐานทำร้ายร่างกายในลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความผิดลหุโทษ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งหากรับสารภาพต่อศาลและอ้างเหตุบันดาลโทสะ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ศาลอาจลงโทษเพียงปรับประมาณ 1,000 - 2,000 บาท หรือโทษจำคุกอาจให้รอลงอาญา ไม่ถึงขั้นต้องติดคุก แต่คู่กรณีกลับเลือกเส้นทางที่ผิดโดยไม่รับสารภาพ และยังให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่เกินเลยไป เช่น อ้างว่าโดนแฮนด์จักรยานกระแทก หรืออ้างว่าเป็นคลิปที่สร้างโดยเทคโนโลยี AI และไม่ไปพบตำรวจตามหมายเรียก ซึ่งพฤติการณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาลงโทษด้วยอัตราโทษสูงสุด
เมื่อถูกถามว่า มองว่าเป็นการหลบเลี่ยงหรือเป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายหรือไม่ นายสมชัย ระบุว่า คู่กรณีคงมีความรู้ทางกฎหมายเยอะ เพราะเป็นถึงอดีตอัยการและอดีตทนายความ จึงคิดว่าวิธีนี้น่าจะทำให้ได้ขึ้นศาลช้าที่สุด แต่สุดท้ายก็ต้องขึ้นศาลอยู่ดี และยิ่งขึ้นศาลช้าก็ยิ่งทำให้ไม่มีเหตุบรรเทาโทษหรือเหตุที่จะลดหย่อนโทษ ซึ่งการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อตัวคู่กรณี

















