"กิตติพงษ์" สส.พรรคประชาชน แฉงบจัดซื้อ "เสื้อเกราะ" กรมการปกครอง ตัวละ 4.6 หมื่น แพงกว่า "กอ.รมน." ถึงตัวละ 1.5 หมื่น ทั้งที่สเปกเดียวกัน
วันนี้ (9 ก.ย.69) ที่รัฐสภา น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย ตั้งข้อสังเกตการจัดซื้อเสื้อเกราะกันกระสุนของกรมการปกครอง หลังพบราคาสูงกว่าการจัดซื้อของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทั้งที่ระบุว่าเป็นสเปกเดียวกัน
โดยนาวาโทกิตติพงษ์ ตั้งคำถามถึงงบประมาณการจัดซื้อเสื้อเกราะกันกระสุน จำนวน 14,814 ตัว วงเงิน 482 ล้านบาท ประกอบด้วย
เสื้อเกราะของกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน 4,977 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาทวงเงิน 228 ล้านบาท
เสื้อเกราะของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 1,200 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 55 ล้านบาท
เสื้อเกาะอ่อนระดับ IIIA สำหรับกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน 8,637 ตัว ราคาตัวละ 23,000 บาท วงเงิน 198 ล้านบาท
น.ท.กิตติพงษ์ ยืนยันว่า ไม่ติดขัดกับการจัดหาเสื้อเกราะให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง แต่ตั้งคำถามถึงราคาและที่มาของราคา เนื่องจากเสื้อเกราะที่กรมการปกครองจัดซื้อราคาตัวละ 46,000 บาท ขณะที่ กอ.รมน.จัดซื้อเสื้อเกราะที่ระบุว่ามีสเปกเดียวกันในราคาตัวละ 31,000 บาท ต่างกันถึงตัวละ 15,000 บาท
“ถ้าใช้เงิน 93,000 บาท กรมการปกครองจะซื้อได้เพียง 2 ตัว ขณะที่ กอ.รมน.ซื้อได้ถึง 3 ตัว ถ้าสเปกเหมือนกันจริง คำถามคือทำไมประชาชนต้องจ่ายแพงกว่า”
โดยนาวาโท กิตติพงษ์ ยังนำราคาเสื้อเกราะของ กอ.รมน. มาเปรียบเทียบกับกรมการปกครอง ทั้งที่สเป็กเดียวกัน แต่จัดซื้อได้ในราคาตัวละ 31,000 บาท จึงขอเสนอให้สำนักงบประมาณ นำข้อมูลของกรมบัญชีกลาง และระบบที่เกี่ยวข้อง มาสร้างฐานข้อมูลเปรียบเทียบราคาสินค้ามาตรฐาน ที่รัฐบาลซื้อซ้ำ ๆ และควรเร่งผลักดันนโยบาย E-shopping ให้หน่วยงานเปรียบเทียบราคา และจัดซื้อผ่านระบบกลางได้
นอกจากนี้ นาวาโท กิตติพงษ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า 1 ในบริษัทที่หน่วยงานใช้สืบที่มาราคา ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายเสื้อนักเรียน รายได้ทั้งปีรวมกัน 12,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาเสื้อเกราะ 1 ตัว ที่ตั้งไว้ 46,000 บาท
“ผมไม่ได้กล่าวหาว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นผิด แต่ใบเสนอราคาเช่นนี้ไม่ควรใช้เป็นฐานในการตั้งงบประมาณตั้งแต่แรก” น.ท.กิตติพงษ์ กล่าว
พร้อมเสนอให้สำนักงบประมาณประสานข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อตรวจสอบบริษัทที่ถูกนำมาใช้เป็นแหล่งสืบราคา ทั้งประเภทธุรกิจ สถานะบริษัท และความสอดคล้องระหว่างธุรกิจกับสินค้าที่เสนอราคา โดยย้ำว่า การมีใบเสนอราคาไม่ได้หมายความว่าจะได้ “ราคาตลาด” และการมีเอกสารครบถ้วนก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ

















