"เอกนิติ" ขอบคุณ ปชช. ให้ความสนใจใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสวันแรก ดีใจ ชาวบ้านสะท้อนลดค่าครองชีพได้จริง - ส่วนยอดคงเหลือหลังลงทะเบียนไม่ครบ 30 ล้านคน จ่อนำงบช่วยโครงการอื่นต่อไป ย้ำชัด ไม่ขัดข้อง พร้อมยินดีให้ตรวจสอบ การใช้เงิน ปมฝ่ายค้านเสนอตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้านลั่น รัฐบาลเน้นความโปร่งใส
วันที่ 1 มิ.ย. 69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่เพื่อติดตามความพร้อมของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และการใช้สิทธิ์ของประชาชนในโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) วันแรก ที่ ตลาดสดธนบุรี เขตทวีวัฒนา กทม. ว่า วันนี้มาเดินสำรวจตลาดครั้งแรก ดีใจที่ได้เห็นคนมาใช้โครงการ ซึ่งตนเป็นตัวแทนของกระทรวงการคลัง มาร่วมกับธนาคารกรุงไทยที่เป็นคนทำระบบ ครั้งนี้มาเพื่อต้องการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาเดินตลาดว่าโครงการเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ สิ่งที่พบได้ชัดเลยคือโครงการดังกล่าวได้ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนจริงๆ เพราะทุกรายการที่ซื้อรัฐช่วยจ่าย 60% ช่วยให้ค่าครองชีพถูกลง เนื่องจากตอนนี้ที่ทราบกันดีอยู่ว่าเกิดสงครามตะวันออกกลาง เป็นวิกฤตที่เจอกันทั่วโลก เราเองก็ต้องการลดค่าครองชีพของประชาชน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่สำคัญตนได้สอบถามชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าว่าระบบง่ายหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนกลับมาว่าระบบง่ายมาก ตนเองก็ได้ลองทดสอบเหมือนกันในส่วนของมุมผู้ซื้อก็ถือง่าย ส่วนผู้ขายก็สะดวก
ขณะเดียวกันยังมีฟังก์ชันที่เรียกว่า ”นกกระซิบ“ ในถุงเงินด้วย ซึ่งเป็น AI จากการที่ตนจะไปถามว่าขายดีหรือไม่ แต่พอมีนกกระซิบ จะเป็นคนวิเคราะห์ให้เลยว่าของที่พ่อค้าแม่ค้าขายนั้น ขายดีหรือไม่ / ขายดีในช่วงเวลาใด / ราคาเฉลี่ยที่ขายได้คือเท่าไหร่ รวมถึงเปรียบเทียบราคาต้นทุนให้ด้วย ซึ่งนกกระซิบสามารถวิเคราะห์ออกมาได้หมด โดยการทำนกกระซิบในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสรุปยอดขายในแต่ละวันให้กับพ่อค้าแม่ค้า อีกทั้งสามารถนำยอดขายเหล่านี้ ไปขอสินเชื่อธนาคารได้ด้วยโดยเฉพาะธนาคารของรัฐ และจะได้ช่วยให้ประชาชนไม่ต้องไปกู้นอกระบบ
”แต่หัวใจสำคัญหลักคือการช่วยลดค่าครองชีพ ของประชาชน 26 ล้านกว่าคนที่เข้าร่วมโครงการ“
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของร้านค้าตอนนี้ มีประมาณ 1,050,000 ร้านค้า ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากคนที่เคยเข้าโครงการคนละครึ่งพลัสอยู่แล้ว / แต่ในส่วนของพ่อค้าแม่ค้าและร้านค้าต่างๆยังเปิดรับอยู่ต่อเนื่อง โดยร้านค้าสามารถเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
เมื่อถามถึงจำนวนสิทธิ์ที่เหลือที่ลงทะเบียนไม่ครบ แล้วจะนำงบประมาณไปทำอะไรต่อนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า งบประมาณที่เหลือทั้งหมดเราสามารถนำไปใช้ ในโครงการอื่นที่ช่วยเยียวยาประชาชน หรือลดความเดือดร้อนได้ / เพราะต้องบอกว่าโครงการทั้งหมดที่รัฐบาลทำคือช่วยเหลือชาวบ้าน วันนี้เจอวิกฤตสงครามตะวันออกกลางซึ่งยังไม่จบ สินค้าก็อาจจะยังแพงขึ้น ดังนั้นจึงต้องลดค่าครองชีพ นี่คือหัวใจสำคัญ ของเรื่องนี้เราต้องแก้วิกฤติปากท้องของน้องประชาชน ซึ่งวันนี้ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่มาลงพื้นที่แล้วพ่อค้าแม่ค้าสั่งสะท้อนว่าช่วยลดค่าครองชีพได้มาก
นายเอกนิติ ยังยืนยันด้วยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสไม่จำเป็นต้องใช้ตั้งแต่วันแรก สมัครหรือได้รับสิทธิ์แล้วใช้วันไหนก็ได้ / พร้อมชี้แจงว่าจุดประสงค์ที่ให้ใช้เดือนละ 1,000 บาท และวันละ 200 บาท จุดประสงค์ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ จุดประสงค์คือต้องการช่วยลดค่าครองชีพ ซึ่งจะรวมต่อวันที่เราสมทบให้จะรวมเป็น 333 บาทต่อวัน ซึ่งมองว่าเพียงพอ ในการใช้ชีวิตซื้อของที่จำเป็น ของกินและของใช้
“ต้องเรียนว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ผมไม่ได้คำนึงว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่ เพราะจุดประสงค์คือต้องการแก้วิกฤตปากท้อง ลดค่าครองชีพของประชาชน” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ยังกล่าวว่า สำหรับคนที่มีสมาร์ทโฟน หรือคนที่มีรายได้น้อย เราจะใช้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีประมาณ 12-13 ล้านคน ซึ่งคาดว่ากลุ่มคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะอยู่ในกลุ่มนี้ การพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่จะเข้า ครม.ในวันพรุ่งนี้ (2 มิ.ย.2569) จากนั้นจะมีการเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยซึ่งเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ได้เป็นเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และขอย้ำว่า หากใครที่คิดว่าตัวเองมีรายได้น้อย และไม่มีสมาร์ทโฟนสามารถไปติดต่อแจ้งชื่อต่อกระทรวงมหาดไทยได้เลย
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเสนอตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า ไม่ขัดข้องหากมีการตรวจสอบ เพราะโครงการไทยช่วยไทยพลัส และโครงการเงินกู้ ตนเห็นเรื่องความโปร่งใส (Transparency) ดังนั้น ยินดีให้ตรวจสอบ แล้วต้องบอกว่าการที่เราใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส เม็ดเงินทุกอย่างลงถึงประชาชน 100% เพราะเราเอาดิจิทัลมาใช้ และผลพลอยได้จากนี้คือพ่อค้าแม่ค้าเริ่มรู้จักการใช้ดิจิทัลและถุงเงินไปด้วย คิดว่าเป็นระบบที่เกิดความโปร่งใสและพิสูจน์ได้ ดังนั้นขอย้ำว่า เราเน้นโปร่งใส ยินดีให้ตรวจสอบได้
นายเอกนิติ ยังกล่าวขอบคุณประชาชนที่สนใจโครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย และสิทธิ์ต่างๆที่เราเตรียมไว้เชื่อว่าเพียงพอสำหรับประชาชน เพราะครั้งนี้จะเห็นว่าทุกคนไม่ได้มานั่งแย่งกัน เพราะเราได้คุยกับปลัดกระทรวงการคลัง และกระทรวงการคลัง ว่าเราจะจัดเตรียมสิทธิ์ให้เพียงพอ เนื่องจากเราต้องการช่วยเหลือคน และที่เห็นว่าจากการที่คนเข้ามา 26 ล้านกว่าคนนั้นชัดเจนแล้วว่าเพียงพอ ส่วนสิทธิ์ที่เหลืออยู่จะนำไปช่วยคนในโครงการอื่นๆต่อไป
ขณะที่นายผยง กล่าวถึงยอดการใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทยพลัสวันแรก ตั้งแต่เวลา 06:00 - 09:00 น. ว่า มีการใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 170,000,000 บาท โดยมีผู้ใช้จ่ายเกือบ 900,000 คน และมียอดซื้อขายแล้ว 1.1 ล้านรายการ โดยมีจำนวนกว่า 220,000 ร้านค้า และขณะนี้ ได้เปิดระบบให้มีการทำธุรกรรมสูงสุด 300,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อเตรียมรองรับในวันแรก และตามปกติช่วงที่มีโครงการวันจันทร์ อังคาร จะมีประชาชนเข้ามาใช้มากที่สุดประมาณ 16:00 น.
"ไทยช่วยไทย พลัส" คึกคัก ครึ่งชั่วโมงแรกยอดใช้จ่ายทะลุ 11 ล้านบาท ย้ำรัฐเตรียมช่วยผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันแรกของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก โดยหลังเปิดระบบเพียง 30 นาที มีผู้ใช้สิทธิ์กว่า 62,000 ราย จากผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 26 ล้านคน สร้างยอดใช้จ่ายรวมกว่า 11.12 ล้านบาท จากกว่า 70,000 รายการ
ปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 1.05 ล้านแห่ง ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงร้านค้าทั่วไป และบริการ เช่น รถแท็กซี่ และรถโดยสาร ขสมก. ขณะที่ร้านเสริมสวย ร้านทำเล็บ และร้านนวดสปา ไม่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากมาตรการมุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพจากวิกฤตราคาพลังงานและน้ำมัน
ทั้งนี้ วงเงินที่ได้รับในแต่ละเดือน หากใช้ไม่หมดจะไม่สามารถนำไปทบเดือนถัดไปได้ โดยระบบจะรีเซ็ตวงเงินใหม่ 1,000 บาทในวันที่ 1 ของทุกเดือน ส่วนผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือในระยะต่อไปได้

















