รมว.ยุติธรรม ลั่น! หลังจากนี้ไม่มี "ไอ้โม่ง" มีแต่ผู้ต้องหา ด้าน รมว.พลังงาน จ่อเรียกค่าเสียหายจากผู้ค้ากักตุนน้ำมัน คืนกองทุนฯ
วันที่ 16 เม.ย. 69 ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโทนพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักตำรวจแห่งชาติ พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พลเรือเอกธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) แถลงความคืบหน้าในการขยายผลและตรวจสอบขบวนการกักตุนน้ำมัน และการแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

พลตำรวจโท รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของการปราบปรามและการดำเนินคดีจะมีแผนประทุษกรรมหลายรูปแบบทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งจะใช้แนวทางมาตรการตรวจสอบเดียวกันทั้ง 92 คลังน้ำมัน 245 จ็อบเบอร์ 24,556 สถานีบริการ ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว 3 คดี แนวทางการสอบสวนบางเรื่องมีการตั้งข้อสังเกตที่ต้องไปสอบสวนในเชิงลึก เช่น คดีที่จังหวัดอ่างทอง ต้องไปตรวจสอบปริมาณน้ำมันและการได้มาของน้ำมัน ยืนยันได้ว่าจากนี้จะไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา

ขณะที่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคมที่เกิดวิกฤตมีการกลั่นน้ำมันมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 แต่ยังได้รับแจ้งว่าปั๊มน้ำมันถูกลดโควตา แสดงให้เห็นว่า น่าจะมีการกักตุนเกร็งกำไร ด้วยการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่ถูก เพื่อเก็บและไปรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า โดยในช่วงเดือนมีนาคมได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก แต่พบว่าเงินชดเชยจำนวนนี้กลับไปชดเชยให้กับผู้ค้าให้ได้รับกำไรมากกว่าที่ควร ดังนั้น ครั้งนี้เเราอาจริง กระทรวงพลังงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี้ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด รวมถึงเรียกเก็บข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งปริมาณที่มีอยู่ ปริมาณที่รับ และปริมาณที่จ่ายออกทุกวัน ซึ่งขณะนี้การผลิตน้ำมันกลับสู่ปริมาณปกติ และสามารถปรับอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมันให้ขาดทุนต่อวันลดลงได้ จากที่เคยขาดทุนกว่า 2,000 ล้านบาท/วัน เหลือขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท/วัน เพื่อไม่ให้ต้องใช้มาตรการกู้เงิน หากราคาตลาดลดลงอีกก็จะสามารถลดราคาหน้าปั๊มลงได้ โดยในอีกไม่กี่วันจะมีการตรวจสอบข้อมูลราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถลดราคาลงอีกได้หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ปรับลดค่าการกลั่นลง 2 บาท

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หากมีการกักตุนน้ำมันถือว่าเป็นการใช้เงินอุดหนุนฯ ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นหรือผู้ค้าน้ำมันรายไหนมีความตั้งใจที่จะกักตุนเก็บไว้ไม่ขายน้ำมันตามที่ควรทำ ทำให้กองทุนเสียหาย แทนที่ 60,000 ล้านบาทจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แต่กลับไปเป็นรายได้ที่ไม่ควรได้ของผู้ค้า ทางกองทุนจะดำเนินการเรียกค่าเสียหายกลับคืนมา
เมื่อถามว่า พฤติกรรมการประวิงเวลาของเรือขนส่งน้ำมันส่อว่า ผู้ประกอบการรู่ล่วงหน้าว่าจะมีการขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 25 มีนาคม หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันในราคาสูง ผู้ค้าย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่า ยังไงราคาก็ต้องเพิ่มขึ้น ดังนั้นแทนที่จะขายวันนี้ก็เป็นอีกวัน เพราะเขาคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้น

ด้านพลตำรวจเอกธัชชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบหาสาเหตุวิกฤติขาดแคลนน้ำมันในช่วง 21-25 มีนาคม ที่มาจากสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งที่ปิดให้บริการเพราะไม่มีน้ำมัน พบว่า สถานีบริการน้ำมันเหล่านั้นรับน้ำมันมาจากคลังน้ำมัน 5 แห่ง เป็นคลังน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 3 แห่ง และคลังน้ำมันตามมาตรา 10 (จ๊อบเบอร์) จำนวน 2 แห่ง ที่มีน้ำมันจำนวนมาก แต่จ่ายน้อยหรือไม่จ่าย การขนส่งจากโรงกลั่นทางเรือเคลื่อนตัวช้า เพื่อรอวันที่ราคาน้ำมันลอยตัวในวันที่ 26 มีนาคม
ส่วนการขนส่งน้ำมันทางบก จากคลังน้ำมันไปสถานีบริการ พบว่า มีการลักลอบไปส่งไม่ตรงเป้าหมาย โดยจากการตรวจสอบยอดน้ำมันในคลังน้ำมันมาตรา 7 ที่มีความผิดปกติ พบว่าในวันที่ 1 มีนาคม มีปริมาณน้ำมัน 30 ล้านลิตร และลดลงตามลำดับน้อยที่สุดในวันที่ 17 มีนาคม และกลับมาเพิ่มขึ้นจนวันที่ 21 มีนาคม มีน้ำมันในคลังสูงอีกครั้ง อยู่ที่ประมาณ 28 ล้านลิตร แต่อัตราการจ่ายน้ำมันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอยู่ที่วันละ 2 ล้านลิตร ซึ่งขัดแย้งกับปริมาณน้ำมันที่มี ถือเป็นข้อสังเกตที่มีความผิดปกติ จากนี้ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการ
ส่วนที่การขนส่งทางเรือ จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ ปกติจะใช้เวลาประมาณ 25 ชั่วโมง แต่พบว่าเรือขนน้ำมันได้เดินทางออกจากภาคตะวันออก วันที่ 24 มีนาคม ในช่วงเย็น แต่ไม่นานก็จอดเรือลอยลำอยู่กลางทะเล ก่อนจะเจออีกครั้งในพื้นที่ ภาคใต้ ซึ่งเป็นวันที่ 26 มีนาคม ทั้งที่จริงควรจะถึงปลายทางในวันที่ 25 มีนาคม เวลาประมาณ 18.00 น. ซึ่งความล้าช้านี้สามารถทำกำไรได้ 18 ล้านบาท จึงต้องไปตรวจสอบว่า มีเหตุผลอื่นที่ทำให้ล่าช้าหรือไม่ เช่น น้ำมันขึ้นทำให้ท่าเรือแน่น เพื่อดูว่ามีการกระทำความผิดทางกฎหมายหรือไม่ แต่สิ่งที่เห็นตอนนี้คือ ล่าช้าแต่ทำกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงเรือลำอื่นที่มีพฤติกรรมจอดเรือประวิงเวลา ก็ทำกำไรได้หลายล้านบาทเช่นกัน

ส่วนการขนส่งทางบก พบว่า มีการขนส่งเกือบ 10,000 เที่ยว แต่เราตรวจสอบไปได้ประมาณ 1ใน 10 ก็พบว่ามีจำนวน 662 เที่ยว ที่ขนส่งน้ำมันปริมาณ 2,137,900 ล้านลิตร ไม่มีการระบุปลายทาง และพบว่าในจำนวนนี้มีจำนวน 15 เที่ยว หรือประมาณ 148,000 ลิตร ที่ออกนอกเส้นทาง ขับอ้อม หรือไปที่อื่นก่อน หรือมีการปิด GPS
จากการตรวจสอบพบว่า น้ำมันที่ขนส่งทางบกมีความผิดปกติ 2.2 ล้านลิตร ขนส่งทางเรือ 7.9 ล้านลิตร น้ำมันคงเฉลี่ยใน 5 คลังในช่วงวิกฤติวันละประมาณ 44.6 ล้านลิตร ที่ไม่ได้จำหน่ายออกไป
โดยขณะนี้มีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 64 ราย เพื่อตรวจสอบเอกสารและข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการกระทำความผิดกฏหมายหรือไม่ หากพบว่ามีการทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในมาตรา 30 และ 41 และความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 12 และ 41 เราก็จะดำเนินคดีทันที และตำรวจจะตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และ 10 ทั้งหมดทั่วประเทศ ว่ามีพฤติกรรมที่ต้องสงสัยหรือไม่
ส่วนคดีที่จังหวัดอ่างทอง ในเบื้องต้นได้ดำเนินคดีกับคลังที่จังหวัดอ่างทองแล้ว และกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ซึ่งเจ้าของปฏิเสธข้อกล่าวหา

ขณะที่ พล.ต.ต.นพศิลป์ ระบุถึงการทำงานของฝ่ายสืบสวน เพิ่มเติมว่า ฝ่ายสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทุกมิติ โดยนำข้อมูลจากโรงกลั่น 6โรง และคลังน้ำมัน 92 แห่ง ที่จะต้องรายงาน รายการบัญชีรับและจ่ายน้ำมันเป็นรายวัน รวมถึงข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของโรงกลั่นและคลังน้ำมันมาตรวจสอบ เพื่อหาความผิดปกติ และนำข้อมูลของรถน้ำมันขนส่ง จำนวน 11,067 คัน ทำให้ทราบเส้นทางการเดินรถ รวมถึงนำข้อมูลของบริษัทจ็อบเบอร์ 245 บริษัท เพื่อทำให้ทราบว่า ไปรับน้ำมันจากคลังหรือโรงกลั่นหรือไม่ ข้อมูลสถานีบริการน้ำมัน 24,556 สถานี ซึ่งมีการปิดสถานีไปแล้ว 187 สถานี ช่วง 16-17 มี.ค.
โดยจากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดนี้ และจากพยานหลักฐานทั้งหมด ทำให้เกิดสมมติฐาน 3 ข้อคือ 1. รถขนส่งรับน้ำมันจากคลังแต่ไม่ไปที่ปั๊มน้ำมัน และมีบางรายรับน้ำมันแล้วถ่ายใส่รถแล้วไม่ได้นำเข้าปั๊ม 2. พบว่าคลังน้ำมันมีการรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมันช่วงเดือนมีนาคม แต่พบรถขนส่งน้ำมันบริษัทตัวเองวิ่งไปที่คลังของตัวเองเพื่อส่งน้ำมัน 3.การประวิงเวลา ช่วง 20-25 มี.ค. ที่ไปตรวจที่คลังน้ำมัน พบว่า มีน้ำมันคาอยู่ในคลัง และวันที่ 26 มี.ค. พบมีการจ่ายน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และมีการใช้ไฟฟ้าที่ผิดปกติจริงๆ ทำให้ในวันที่ 8 เม.ย. เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบคลังน้ำมัน 4 จุด จ.ขอนแก่น จ.ระยอง จ.สมุทรสาคร และ จ.ปทุมธานี พบความผิด 3 จุดที่ดำเนินคดี คือ
1.กรณีรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม ซึ่งได้ตรวจสอบบริษัทหนึ่งเป็นจ็อบเบอร์ และมีสถานีบริการน้ำมันเป็นของตัวเองที่ จ.ขอนแก่น โดยพบพฤติการณ์ว่า บริษัทนี้นำรถขนน้ำมันของตัวเอง ไปรับน้ำมันที่คลังน้ำมัน แต่ไม่ไปส่งน้ำมันปลายทางที่ระบุไว้ตามใบกำกับการขนส่ง แต่มีรถมารับเพื่อเก็บกักไว้ จึงถือว่ามีความผิด ซึ่งการดำเนินคดีในปัจจุบัน ได้ให้พลังงานจังหวัดขอนแก่นไปแจ้งความเอาผิดกับบริษัทในฐานะนิติบุคคล และกรรมการบริษัท รวมถึงหุ้นส่วน ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ในข้อหาถ่ายเทน้ำมันในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ถ่ายเทน้ำมัน
2.กรณีเข้าตรวจคลังน้ำมันในอำเภอนิคมพัฒนา จ.ระยอง พบว่า มีการจำหน่ายน้ำมันเตาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร ซึ่งเข้าข่ายต้องจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตาม ม.10 แต่บริษัทนี้เคยจดทะเบียนมาแล้วแต่ยกเลิก แล้วไม่ได้จดใหม่ แต่ยังมีถังเก็บน้ำมันอยู่ รวมทั้งยังใช้รถขนส่งน้ำมันของบริษัทตัวเองไปรับน้ำมันที่ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นการรับจ้างขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งพลังงานจังหวัดระยองจะไปแจ้งความเอาผิด ตามความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา ‘จำหน่ายน้ำมันและมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร โดยไม่จดทะเบียนผู้ค้าตามมาตรา 10 และขนส่งน้ำมันไม่จดทะเบียนตาม ม.12
3.ยังมีการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นจ็อบเบอร์ ในจ.สมุทรสาคร พบว่า มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 4 หมื่นลิตร พร้อมหัวจ่าย ให้ลูกค้ามาเติมมีการเก็บเงินค่าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และพบว่าการขอใช้ถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว แต่ห้วงเวลาวิกฤตนำมาใช้เก็บน้ำมันดีเซล รวมถึงพบว่า มีการถ่ายเทน้ำมันโดยตรงกับรถขนน้ำมัน โดยไม่เข้าเก็บในถังน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ พลังงานจังหวัดสมุทรสาครไปแจ้งข้อกล่าวหาเอาผิดแล้ว ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหาตั้งสถานีบริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้ถังผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต ถ่ายเทน้ำมันในการขนส่งน้ำมันไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่เก็บน้ำมัน รวมถึงความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหาเป็นผู้ค้าแต่ไม่แจ้งรายละเอียดกับสถานีบริการน้ำมัน

ส่วนการประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน จากการเข้าตรวจสอบบริษัทท่อส่งน้ำมันและเป็นคลังเก็บน้ำมัน จ.ปทุมธานี พบว่า บริษัทท่อส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ค้า ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำมันมี 6 บริษัทในการขนส่งทางท่อ และคำสั่งเก็บน้ำมันเข้าคลังของปทุมธานี ซึ่งพบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ ในช่วงก่อนและหลังการประกาศราคาน้ำมันขึ้นวันที่ 26 มี.ค. อีกทั้งยังพบบัญชีน้ำมันดีเซลที่เป็นผู้ค้าเจ้าของน้ำมัน 6 บริษัท คงเหลืออยู่ในคลังแบบพร้อมจ่าย ณ วันที่ 25 มี.ค. รวม 29.4 ล้านลิตร โดยบริษัทที่ 1 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลัง 6,391,203ลิตร บริษัทที่ 2 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลังอยู่ 11,148,842 ลิตร บริษัทที่ 3 ไม่มีโรงกลั่นในไทย มีน้ำมันคงคลังอยู่ 2,290,082 ลิตร บริษัทที่ 4 มีน้ำมันคงคลังอยู่ 5,236,657 ลิตร บริษัทที่ 5ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 295,867 ลิตร บริษัทที่ 6 มีโรงกลั่นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 4,054,172ลิตร
ทั้งนี้ การประวิงเวลาของบริษัทลำลูกกาแห่งนี้ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือแจ้งให้เจ้าของน้ำมันทั้ง 6 บริษัท มาชี้แจงข้อมูลว่าทำไมถึงมีน้ำมันคงคลังเหลืออยู่ในวันที่ 25 มี.ค.
โดย พล.ต.ต.นพศิลป์ ยืนยันว่า ชุดสืบสวนจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมดไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งหากพบว่ามีความเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่ จะดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมจนถึงที่สุด

















