เกณฑ์ทหาร 69 วันแรกคึกคัก! พรรคประชาชนเกาะติดสนามพระโขนง ฝาก "รมว.กลาโหมใหม่" จริงจังปฏิรูปกองทัพ พร้อมดันโมเดล "ทหารอาสา" เงินเดือนชัดเจน-ไม่กักตัวในค่าย

ช่วงเช้าวันนี้ 1 เม.ย. 2569 พรรคประชาชน นำโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร / นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฯ และนายชลธาร ทรัพไพบูลย์เลิศ สส.กทม.พรรคประชาชน ลงพื้นที่มา ที่อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนวัดธรรมมงคล ซอยสุขุมวิท 101 พระโขนง เพื่อร่วมสังเกตการณ์การเกณฑ์ทหารวันแรก

โดย นายวิโรจน์ ระบุว่า วันนี้มาเยี่ยมการเกณฑ์ทหาร เพราะทราบว่าจะมีการเกณฑ์ทหารวันที่ 1-5 เม.ย.ซึ่งถือเป็นการมาเยี่ยมชมและดูความเรียบร้อยเพราะถือว่ามีการจัดการที่ดี และหลังจากนี้ที่จะมีการเลือก กมธ.การทหารฯ ซึ่งก็จะต้องมีสส.ของพรรคประชาชนอยู่ในกมธ.นี้ โดยภารกิจแรกพรรคประชาชนจะตามเรื่องสวัสดิการและการดูแลพลทหารและทหารทุกชั้นยศ รวมถึงตชด.ที่ไปปฏิบัติภารกิจการสู้รบไทยกัมพูชา เพราะหลายคนก็พลีชีพและสูญเสียอวัยวะ รวมถึงได้รับบาดเจ็บซึ่งต้องตามว่า ตอนนี้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยดูแลครบหรือยัง เพราะเราลืมเขาไม่ได้ ก่อนหน้านี้ ตอนที่ยังเป็น กมธ.การทหาร ก็ได้ลิสต์รายชื่อไว้หมดแล้วสำหรับบุคคลคนที่เรายกย่องไว้ว่าเป็นวีรบุรุษ

ส่วนทหารเกณฑ์ที่เราเรียกกัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเรียกทหารอาสานั้น มองว่า ก็ควรจะมีจัดจ้าง มีสัญญา4ปี ให้ความชัดเจนของเงินเดือน ดังนั้นในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ทางสส.ของพรรคประชาชน ก็คงจะตามนโยบายรัฐบาล เรื่องทหารอาสาด้วยว่า จะไปยังไง ปีนี้จะเกณฑ์ทหารแบบเดิมปีสุดท้ายใช่หรือไม่ และปีหน้าจะเริ่มทหารอาสากว่าแสนนายใช่หรือไม่ เพราะวันนี้เรามี พ.ร.บ. ป้องกันการซ้อมทรมาน หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลและผบ.เหล่าทัพจะบังคับใช้อย่างจริงจัง และหากมีการซ่อมทรมานอย่างอยุติธรรมต่อพลทหาร จะต้องไม่ใช่แค่ลงโทษ แต่ พ.ร.บ.อุ้มหายนี้ มีการเอาผิด ผู้บังคับบัญชารับโทษกึ่งหนึ่งได้ด้วยแต่ที่ผ่านมาไม่เคยใช้มาตรานี้อย่างจริงจัง ดังนั้นเป็นสิ่งที่พรรคจะต้องผลักดันและจริงจัง ซึ่งในสมัยนี้หากมีการซ้อมทรมานเกิดขึ้น พรรคประชาชนไม่ได้แค่ตรวจสอบเพื่อให้ลงโทษกับทหารที่กระทำ แต่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้เอาผิดกับผู้บังคับบัญชาด้วย

นายวิโรจน์ ยังบอกถึงนโยบายทหารอาสาของพรรคภูมิใจไทย โดยมองว่า เป็นนโยบายที่คิดตรงกันแต่ชื่อเรียกไม่เหมือนกัน เราเรียกทหารอาชีพ มีสัญญา4ปี ก็เป็นกลไกที่ทำได้ และมองว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องกล้าที่จะทำคือ ทหารเกณฑ์หลังจากฝึกแล้วไม่จำเป็นต้องบังคับให้อยู่ในค่ายทหาร ให้เขาทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับได้ เขาจะได้สร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการดูแลครอบครัว เสาร์อาทิตย์ก็กลับบ้าน ก็จะทำให้ทหารเป็นอาชีพมากขึ้น ไม่ใช่ถูกเข้าไปในค่ายทหารและถูกสั่งให้ทำอะไรก็ได้ ดังนั้นจึงมองว่าการทำแบบเช้าไปเย็นกลับสามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นช่วงฝึก มีหมายกำหนดฝึก หรือ ไปปฏิบัติภารกิจภาคสนามก็ไม่ต้องกลับ ซึ่งหลังฝึก3เดือนก็คงมีรอบการฝึก ไม่ได้ฝักกันบ่อยๆ

ส่วนต้องมีอะไรการันตีว่าทหารชั้นผู้น้อยจะไม่ถูกใช้งานผิดวัตถุประสงค์นั้น นายวิโรจน์ มองว่า เรามีกลไกของพ.ร.บ.2ฉบับคือ พ.ร.บ.อุ้มหายและ พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ แต่ขาดการดำเนินการใช้อย่างจริงจัง ซึ่งหากนำพลทหารไปใช้เป็นคนรับใช้ ทำงานรับจ้างหาเงินให้นายก็เอาผิดฐานค้ามนุษย์ได้ แต่ที่ผ่านมามีแค่เอาผิดทางวินัย ดังนั้นหากรัฐบาลประกาศชัดเจนมีความมุ่งมั่นว่า ถ้าใครเอาทหารไปใช้ผิดประเภทจะดำเนินคดีข้อหาค้ามนุษย์ และหากมีการลงทัณฑ์ที่ผิดระเบียบก็จะบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหายทั้งตัวผู้กระทำและผู้บังคับบัญชาด้วยให้รับโทษกึ่งหนึ่ง เชื่อว่า ก็จะทำให้ตัวพลทหารและครอบครัวของพลทหาร และทหารชั้นผู้น้อยอย่างนายสิบมีความมั่นใจมากขึ้น

ทั้งนี้ ยังมองอีกว่า กลไกการคัดเลือกของกองทัพ ควรมีการคัดเลือกบุคคลมากกว่านี้ เช่น การตรวจยาเสพติด การตรวจปอด เพราะทหารเป็นอาชีพที่รัฐอนุญาตให้อาชีพนี้ถืออาวุธสงครามได้ ดังนั้นต้องรับผิดชอบมากกว่าอาชีพอื่น โดยหากมีการเดินหน้าทหารอาสาได้จริงๆ ก็จะเป็นการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม และสาธารณะก็มีความมั่นใจมากขึ้นด้วย เพราะก็มีกรณีที่ติดยาแล้วเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์เพื่อหวังบำบัด ก็จะเป็นภาระของกองทัพเพิ่มขึ้นเพราะไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ เนื่องจากต้องเข้ามาพักรักษาตัว ดังนั้นจึงอยากให้ใช้กลไกทหารอาสา เพิ่มอำนาจในการคัดเลือกหาคนที่เหมาะสมเข้ามาทำงาน จัดจ้างอย่างดี ดูแลสวัสดิภาพ เพื่อจะเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย

ส่วนมองว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ จะสามารถผลักดันกิจการด้านการทหารได้หรือไม่นั้น นายวิโรจน์ ระบุว่า “ก็เป็นบุคคลที่รู้ดีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่ว่าจะทำหรือไม่ และไม่ต้องมาดูนโยบายพรรคประชาชนก็ได้ เพราะนโยบายพรรคภูมิใจไทยก็คล้ายกัน ดังนั้นขึ้นอยู่กับความจริงจังของผู้นำ เจ้ากระทรวง ท่านก็ทำงานอยู่แล้วท่านก็รู้เรื่อง และไม่จำเป็นต้องฝากอะไร เพราะเป็นหน้าที่ที่ท่านต้องทำอยู่แล้ว”


ด้านนาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้พูดถึงโครงการกองทัพเข้มแข็งพลทหารปลอดภัย ของพรรคประชาชน เพื่อแจ้งเบาะแส การซ้อมทรมาน การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยึดบัตรเอทีเอ็ม/บัตรประชาชน คุณภาพอาหารในค่ายและการทุจริตรูปแบบอื่นๆ ผ่านไลน์ OA พรรคประชาชนด้วยว่า โครงการกองทัพเข้มแข็งพบทหารปลอดภัย เป็นไลน์OA และเป็นช่องทางการติดต่อกับพรรคประชาชน และพลทหาร ญาติสามารถน้องเรียนเรื่องความเป็นอยู่ สิทธิ์ของพลทหารได้ รวมถึงเรื่องบัตรเอทีเอ็มในการรับเงินเดือน หากถูกยึดสามารถแจ้งได้ รวมถึงการละเมิดสิทธิอื่นๆ และเรื่องของการซ้อมทรมาน เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของพลทหารด้วย จึงเชิญชวนให้สแกนคิวอาร์โค้ดผ่านไลน์ดังกล่าว

สำหรับบรรยากาศการ การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการ ทหารกองประจำการ ประจำปี 2569 ที่ ลานอเนกประสงค์โรงเรียนวัดธรรมมงคลเขตพระโขนง วันแรกนั้น ปีนี้มีชายไทย อายุ 21 ปี ขึ้นไป มารอเข้ารับการตรวจเลือกทหาร จำนวน 280 คน แบ่งเป็น ชายไทยที่เกิดปีพ.ศ.2548 และกลุ่มที่ผ่อนผันมาก่อน จำนวน 130 คน และยังมีกลุ่มคนที่มาขอผ่อนผันการเข้าตรวจเลือก จำนวน 150 คน

โดยหน่วยดังกล่าว รับทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการจำนวน 30 คน แบ่งเป็นไป ทหารบก 2 คน / ทหารเรือ 15 คน / ทหารอากาศ 6 / สำนักงานปลัดกองทัพบก 2 คน / กองบัญชาการกองทัพไทย 5 คน ส่วนคนที่สมัครใจเข้ารับการเกณฑ์ยังไม่สามารถระบุจำนวนได้

ทั้งนี้ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจพบการคัดเลือกเป็นไปโดยเรียบร้อย และจากการสังเกตไม่พบกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีการแปลงเพศแล้ว รวมถึงเขตดังกล่าวไม่มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าเกณฑ์ทหารในครั้งนี้ด้วย