"หมอตุลย์" นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นหนังสือ ขอนายกฯ ตรวจสอบหาผู้กักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตพลังงาน มองตั้ง "พิพัฒน์" นั่ง ศบก. ไม่เหมาะสม เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน
วันที่ 31 มี.ค. 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อหากลุ่มบุคคลที่อาจมีพฤติกรรมเข้าข่ายกักตุนน้ำมันเพื่อทำกำไรจากวิกฤติพลังงาน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ตุลย์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากนายอนุทิน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าภาวะขาดแคลนน้ำมันของประเทศไทย มาจากการที่ประชาชนแห่ออกไปเติมน้ำมัน ส่วนตัวไม่เห็นด้วย อีกทั้งนายกรัฐมนตรียังเคยประกาศว่าประเทศไทยมีน้ำมันพอใช้ไม่น้อยกว่า 100 วัน แต่ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับพบว่าทุกปั๊มน้ำมันทั่วประเทศมีน้ำมันไม่พอจำหน่าย ทำให้ประชาชนต้องต่อแถวรอโดยมีข้อมูลว่าแต่ละปั๊มได้รับน้ำมันจากคลังน้ำมันน้อยกว่าร้อยละ 50 จากปริมาณเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลว่าโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรงในประเทศไทยทำการกลั่นน้ำมันในปริมาณที่ไม่ลดลง จึงมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้น เพื่อรอการขายทำกำไร เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาในกายหลัง เพราะหลังการประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ตามปั๊มต่างๆ กลับมีน้ำมันทุกประเภทจำหน่ายทันที ตัวเองจึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี สั่งการให้มีการตรวจสอบย้อนหลังปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นและคลังน้ำมัน ตลอดจนผู้ค้าส่งรายใหญ่-รายย่อย เพื่อเทียบกับปริมาณที่ปั๊มน้ำมันได้รับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อหาว่ามีผู้ใดเป็นผู้ทำการกักตุนน้ำมันไว้และนำตัวมาสอบสวนลงโทษตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ตุลย์ ยังระบุอีกว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำหน้าที่หลักในการบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ โดยเฉพาะประเด็นน้ำมันและพลังงาน เพราะมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้ว่าทั้งนายพิพัฒน์ และ นายอนุทิน จะยืนยันว่าไม่เคยใช้ผลประโยชน์จากตำแหน่งดังกล่าว แต่ก็ยากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ส่วนนี้จึงอยากฝากความหวังไปยังรัฐบาลใหม่ให้ทำหน้าที่โดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน

















