"นายกฯอนุทิน" เดินหน้ามาตรการด่วน เร่งอพยพคนไทยในอิหร่านราว 300 คน พื้นที่เสี่ยงสูง พร้อมสั่ง กต. ตั้งศูนย์แถลงข่าวอัปเดตสถานการณ์รายวัน ย้ำความปลอดภัยคนไทยต้องมาก่อน

วันนี้ (3 มีนาคม) ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูตและสำนักงาน กต. ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แต่ละประเทศ และเตรียมความพร้อมดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

หลังการประชุม นายอนุทินระบุว่า รัฐบาลรับฟังทุกปัญหา โดยประเมินว่าพื้นที่น่ากังวลที่สุดคืออิหร่าน จึงเร่งแผนนำคนไทยและเจ้าหน้าที่ภาครัฐออกจากประเทศดังกล่าวกลับไทย โดยคาดว่ามีจำนวนไม่เกิน 300 คน พร้อมย้ำว่าเป็นจำนวนที่ยังอยู่ในขีดความสามารถของไทยในการบริหารจัดการเคลื่อนย้าย

ทั้งนี้ การอพยพยังต้องอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานทูตในแต่ละประเทศ เนื่องจากบางประเทศมีเงื่อนไขวีซ่าขาออก ขณะเดียวกัน ระบบบริการสาธารณะในอิหร่านไม่เป็นปกติ รัฐบาลจึงต้องใช้ทุกช่องทางเพื่อช่วยเหลือคนไทยให้ปลอดภัยที่สุด โดยปัจจุบันผู้ที่แสดงความประสงค์กลับไทยยังมีไม่ถึง 25%

สำหรับอิสราเอล มีคนไทยอาศัยอยู่มากกว่า 60,000 คน ขณะนี้ผู้ประสงค์กลับไทยประมาณ 20 คน และอาจเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง โดยยืนยันว่าคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่กลับไทยได้ตามปกติ แต่รัฐบาลเตรียม แผนสำรอง หากต้องอพยพผ่านประเทศที่น่านฟ้ายังเปิดอยู่

ด้านพลังงาน นายอนุทินยืนยันว่าไทยมีแผนการรองรับ และยังไม่ถึงขั้นวิกฤต โดยประเทศไทยมีกำลังการกลั่นวันละประมาณ 170 ล้านลิตร ใช้ในประเทศราว 130 ล้านลิตร ส่งออกไป สปป.ลาว วันละประมาณ 7 ล้านลิตร และส่วนที่เหลือส่งออกประเทศอื่น

หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจต้องทบทวนการส่งออกน้ำมันส่วนที่เหลือ แต่ย้ำว่ายังไม่ถึงจุดวิกฤต และต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ส่วนราคาน้ำมันและค่าครองชีพ นายอนุทินยอมรับว่ามีกลไกตลาดเกี่ยวข้อง แต่รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาให้มากที่สุด โดยเตรียมหารือกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงาน เพื่อดูแลราคาสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน พร้อมย้ำว่าความสำคัญสูงสุดคือ ความปลอดภัยคนไทย ค่าครองชีพ การตรึงราคาสินค้า ไม่ให้ผลกระทบจากต่างประเทศลามมาถึงประชาชนในประเทศ

ท้ายที่สุด นายอนุทินได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่ออัปเดตข้อมูลสถานการณ์แบบรายวัน และกำชับหน่วยงานความมั่นคงเตรียมพร้อมร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยยืนยันว่ารัฐบาลยังบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มที่ แม้อยู่ในช่วงรักษาการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือและแผน อพยพคนไทย ไว้อย่างรัดกุม 4 ด้าน ดังนี้

1. ตั้งศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง

กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์ Rapid Response Center (RRC) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต กองทัพอากาศ และกระทรวงแรงงาน

2. แผนอพยพคนไทย 3 ขั้นตอน

รัฐบาลได้วางเส้นทางการอพยพทั้งทางบกและทางอากาศ โดยประเมินข้อจำกัดเรื่องการปิดน่านฟ้าอย่างรอบคอบ แบ่งเป็น 3 ระดับ

ขั้นที่ 1 (พำนักในพื้นที่ปลอดภัย): แนะนำให้คนไทยเคลื่อนย้ายจากพื้นที่เสี่ยง ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวภายในประเทศนั้น ๆ

ขั้นที่ 2 (เคลื่อนย้ายสู่ประเทศเพื่อนบ้าน): หากสถานการณ์บานปลาย จะอพยพคนไทยทางบกออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (เช่น จากอิหร่านไปตุรกี หรือจากอิสราเอลไปประเทศใกล้เคียง) เพื่อรอขึ้นเครื่องบินพาณิชย์

ขั้นที่ 3 (ใช้อากาศยานกองทัพ): หากมีความจำเป็นฉุกเฉินและน่านฟ้ามีความปลอดภัย กองทัพอากาศเตรียมพร้อมส่งเครื่องบินไปรับคนไทยกลับทันที

3. มาตรการดูแลแรงงานไทย

ทางการได้เร่งประสานกับทางการอิสราเอลและนายจ้าง เพื่ออพยพแรงงานไทยออกจากพื้นที่สีแดง (เช่น พื้นที่ติดชายแดนเลบานอน) ไปยังพื้นที่ปลอดภัย นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานได้ขอความร่วมมือ ชะลอการส่งแรงงานไทยชุดใหม่ ที่จะไปทำงานในตะวันออกกลางออกไปก่อนชั่วคราว



4. ช่องทางติดต่อและ เบอร์ฉุกเฉิน กรมการกงสุล

รัฐบาลออกประกาศเตือนให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน พิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที ส่วนผู้ที่มีกำหนดการเดินทางขอให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยสามารถขอความช่วยเหลือได้ที่

Call Center กรมการกงสุลโทร. 02-572-8442 (ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)

Hotline สถานทูต: สามารถติดต่อผ่านหมายเลขฉุกเฉินและโซเชียลมีเดียของสถานทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ และกรุงเตหะราน เพื่อลงทะเบียนรับความช่วยเหลือได้ทันที

โดยรัฐบาลยืนยันว่ามีความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในการดำเนินการตามแผน อพยพคนไทย ท่ามกลางวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง หากสถานการณ์พลิกผัน เพื่อนำคนไทยทุกคนกลับสู่มาตุภูมิอย่างปลอดภัย