"วิษณุ" เตือนปม "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง" เสี่ยงโมฆะทั้งประเทศ อาจซ้ำรอย กกต.ติดคุกปี 49 ชี้ กกต. ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่คนเดียว

กรณีประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กลายเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมาย ล่าสุด นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความเห็นว่า อาจกระทบต่อหลักการ “ลงคะแนนลับ” ตามรัฐธรรมนูญ และมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะ หากพิสูจน์ได้ว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ โดยได้กล่าวในเวทีบรรยายหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยอธิบายว่า การตีความประเด็นนี้สามารถมองได้ 2 แนวทาง แนวทางแรกคือ หากบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้จริง จะถือว่าการลงคะแนน “ไม่ลับ” และขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ

ส่วนอีกแนวทางหนึ่ง มองว่าความลับจะพิจารณาเฉพาะช่วงเวลาที่ประชาชนกากบาทในคูหาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบภายหลัง ซึ่งแตกต่างจากกรณีเลือกตั้งปี 2549 ที่การจัดคูหาทำให้ผู้อื่นสามารถเห็นขณะลงคะแนน จนกลายเป็นเหตุให้ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ

วิษณุชี้ส่วนตัวเห็นว่า “ไม่ลับ” หากตรวจสอบย้อนกลับได้
อย่างไรก็ตาม วิษณุ ระบุว่า ความเห็นส่วนตัวของตนเอนเอียงไปในแนวทางแรก โดยให้เหตุผลว่า หากมีโอกาสตรวจสอบได้ในภายหลัง ก็ไม่ถือเป็นความลับอย่างแท้จริง เพราะหลักการตามรัฐธรรมนูญหมายถึงความลับต้องคงอยู่ตลอดไป ไม่ใช่เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่า หากศาลรัฐธรรมนูญนำบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว และสามารถระบุชื่อผู้ลงคะแนนได้ ก็จะถือว่าไม่เป็นความลับทันที ซึ่งอาจส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้ง

อาจต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ
เมื่อถูกถามถึงโอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ วิษณุ ระบุว่า ไม่สามารถฟันธงได้ แต่หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่าการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ก็มีทางเลือกเพียงอย่างเดียว คือ ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เนื่องจากบัตรเลือกตั้งรูปแบบเดียวกันถูกใช้ทั่วประเทศ ไม่สามารถเลือกแก้เฉพาะบางเขตได้

เขาย้อนถึงบทเรียนในปี 2549 ที่แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นเพียงบางพื้นที่ แต่ กกต.ก็ยังตัดสินใจจัดการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ และยังนำไปสู่การดำเนินคดีจนมีผู้เกี่ยวข้องต้องรับโทษจำคุก

ชี้ กกต.อาจต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่คนเดียว
วิษณุ ยังเตือนว่า หากเกิดข้อพิพาทจริง ความรับผิดชอบจะไม่ตกอยู่กับบุคคลใดเพียงคนเดียว เพราะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านการอนุมัติจาก กกต.แล้ว ทำให้ต้องมีการพิจารณาความรับผิดชอบในระดับองค์กร

นอกจากนี้ เขายังมองไปข้างหน้าว่า ไม่เพียงแต่ปัญหาบาร์โค้ดเท่านั้นที่เป็นความท้าทาย แต่รัฐบาลชุดใหม่อาจต้องเผชิญความขัดแย้งภายใน ทั้งการแย่งชิงตำแหน่งและความเห็นต่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว

ทั้งนี้ ประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา เพราะอาจส่งผลต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้ง และอนาคตทางการเมืองของประเทศโดยตรง