จากกรณีกรณีกรณีก่อนหน้านี้ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา ซอย 58 ซึ่งเป็นบ้านลักษณะทาวน์เฮาส์สองชั้น โดยเจ้าของบ้านหลังหนึ่งได้ปล่อยทิ้งร้างกว่า 30 ปี จนเพื่อนบ้านได้มีการเข้าไปใช้ทำเป็นร้านขายอาหาร โดยหลังจากนั้น จึงได้มีการฟ้องร้องในเรื่องบุกรุกกัน โดยได้อ้างว่าอยู่อาศัยมากเกินกว่า 10 ปี และจะฟ้องครอบครองปรปักษ์ ตามกฎหมาย

 

พร้อมเอกสารประกาศฟ้องปรปักษ์แปะอยู่ที่หน้าบ้านโดยมีข้อความว่า บ้านหลังนี้ ข้าพเจ้าได้กรรมสิทธิ์ โดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย บุคคลใดเข้ามากระทำการใดๆในบ้านและที่ดินและบ้านหลังนี้ ถือว่ามีความปิดฐานบุกรุก จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

 

ทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านหลังดังกล่าว พบว่า ป้ายขายไก่ทอดที่เคยมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ในวันนี้ถูกตัดส่วนเบอร์โทรออกไปแล้ว

 

ทีมข่าวได้โทรไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ติดอยู่ที่ป้ายไก่ตะเกียบทอดน้ำปลา เบอร์ที่สอง โดยมี น.ส.ไก่ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี เป็นคนรับสาย บอกว่า ไม่รู้จัก และไม่เคยไปอยู่บ้านหลังดังกล่าว และเธอเองก็ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ไม่ได้ขายไก่ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้เลย

 

ส่วนบ้านของคู่กรณีก็ไม่รู้จักใครเลยสักคน ตอนนี้ยังนั่งงงอยู่ว่าไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างไร ซึ่งเบอร์โทรนี้ใช้มา 1 ปีแล้ว ตนเป็นคนต่างจังหวัดไม่เคยมาอยู่กรุงเทพฯ และไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่นเลย

 

หลังจากนี้จะไปแจ้งความว่ามีการเอาเบอร์โทรศัพท์ของเธอไปทำให้เสียหายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตอนนี้คนที่เอาเบอร์โทรของเธอไปติดอยู่ที่ป้ายขายไก่ก็ยังไม่ติดต่ออะไรมา แต่ก็มีคนโทรมาขอซื้อไก่บ้าง

 

ทีมข่าวยังได้โทรไปเบอร์โทรแรกที่ติดอยู่ที่ป้ายขายไก่ แต่ไม่มีคนรับสาย จึงลองเอาเบอร์ไปตรวจสอบก็พบว่า เจ้าของเบอร์นี้คือหนึ่งในคู่กรณีนี้ด้วย

 

ทนาย ยืนยัน มีหลักฐาน เชื่อได้ว่า “ลูกความ” อยู่บ้านหลังดังกล่าว มามากกว่า 10 ปี

 

ทางด้านทนายวัฒนา เรืองแก้ว เผยว่าทางคู่กรณีได้มีการจะทำการฟ้องแพ่ง ในข้อหาปรปักษ์ มาก่อนหน้าที่จะมีการแจ้งความอยู่ก่อนแล้ว เมื่อลูกความอยู่มาจะ 10 ปีแล้ว ก็สามารถทำได้ แต่ก็รอว่าเจ้าของตัวจริงนั้น จะมาปรากฏตัวไหม และมีการรอกันไปมา แต่มันดันเกิดเหตุข้อหาบุกรุกก่อน

 

ซึ่งมันตัดสินใจ และรอยื่น ว่าจะฟ้องครอบครองปรปักษ์ จริงๆ ตนไม่ได้เป็นผู้ดูแลคดีนี้ตั้งแต่ต้น ที่มีข้อพิพาทก่อนหน้านี้ เป็นทนายบริษัท เป็นผู้ดูแล แต่เห็นว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็เลยเข้ามาปรึกษาตน ว่าอยากให้ช่วย ตนก็เลยเข้าไปดูให้

 

ในมุมของทนาย ที่จะสู้ เท่าที่ทราบข้อเท็จมา เห็นว่า คดีนี้ขณะเกิดปัญหา เขามีเจตนา ที่จะยื่นต่อศาลอยู่แล้ว ในคดีครอบครองปรปักษ์ เพราะมันเกิน 10 ปีแล้ว พอเกิดข่าวก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้เตรียมรับมือ กับเรื่องที่เกิดขึ้น และการที่โดนแจ้งข้อหาที่ สน. โคกคราม และเขาเป็นชาวบ้าน เขารับมือไม่ได้กับสิ่งเหล่านี้ และเป็นจำเลยสังคม แบบนี้เลยหาทางหลบ และทางด้าน นางสาวนุ น้องสาว ของลูกความตน ก็มีความสงสารพี่สาวเขา

 

ซึ่งอาศัยอยู่ในบริษัทข้างๆ ก็หาทางช่วยเหลือ ไกล่เกลี่ย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอม เพียงแค่หลบก่อน เพื่อไม่ให้สังคมโจมตี แต่ไม่ได้ทิ้งการครอบครองไป และในขณะกำลังเจรจา ก็มีการเอากุญแจไปล็อกบ้าน และได้ไปทำการแจ้งความไว้ที่ สน.โคกครามแล้วเช่นกัน ว่ามีผู้ล็อกกุญแจไว้ ไม่ให้เข้าไปในบ้าน แต่กุญแจก็เปลี่ยนได้ เพราะถือว่ายังครอบครองอยู่

 

และไม่ได้มีการพูดคุยว่า จะยุติการครอบครอง จากคนใดก็ตาม แต่ทางด้านคู่กรณีมองว่า เป็นการส่งมอบการครอบครองที่นี่ก็ไปไกล

 

ซึ่งมองว่ากรณีนี้ พอมีหลักฐานการครอบครองมากกว่า 10 ปี แต่ก็ไม่สามารถนำทุกอย่างออกมาพูดบอกได้หมด ไม่งั้นจะกลายเป็นเอาข้อมูลของลูกความมาเปิดเผย และพยานคนแถวนั้นก็พร้อมจะให้ข้อมูลเช่นกัน

 

ไทม์ไลน์ยื่นฟ้อง ครอบครองปรปักษ์

ทางทีมข่าวช่อง 8 ได้พูดคุยกับ นายภคิน อายุ 28 ปี และนางสโรชา อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งเผยกับทีมข่าวว่า ตั้งแต่มีการตกลงกัน ก็มีการย้ายออกจากบ้าน ตนจึงเข้าไปดำเนินการปิดล็อกบ้าน ทั้งข้างในข้างนอก และในช่วงวันที่ 17 กันยายน ได้มีการเจรจา พูดคุยไกล่เกลี่ย และยืนขอซื้อบ้านตน แต่เขาไม่ได้สู้ราคาที่ตนเรียกไป ก็ห่างหายไป และตนก็มีการเข้าไปตรวจบ้านเรื่อยๆ จนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมาด้วยตนและแฟนไม่สะดวก ทำให้ไม่ได้เข้าไปดู เมื่อเข้าไปอีกครั้ง ก็เจอว่าเอาบ้านของตน ไปเป็นร้านอาหาร และทำการฟ้องแพ่งตน ในคดีเป็นปรปักษ์

 

ทำให้ ตนและแฟน ก็สงสัยเหมือนกัน ว่าสามารถทำได้หรือ ในเมื่อมีการตกลงกันแล้วว่า จะมีการย้ายออก แต่อยู่ๆก็มาทำแบบนี้ โดยการปลดกุญแจที่ตนและแฟนล็อกไว้ และมาเปิดทำเป็นร้านอาหาร ซึ่งมันไม่ควรเข้าน่าจะเข้าใจ ตั้งแต่คุยจบวันนั้นแล้ว

 

สุดท้าย ตนจะไม่ยอมความในเรื่องนี้ ไม่ขาย ไม่ไกล่เกลี่ย ไม่เจรจาใดๆ ทั้งสิ้น

 

จากนั้นทีมข่าวจึงได้ทราบข้อมูลว่า พระมหารณฤทธิ์ ซึ่งเป็นรองเจ้าอาวาส อยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับหมู่บ้านดังกล่าว ได้มีชื่อเป็นพยานให้กับป้าศรีพรรณ ทีมข่าวจึงได้เข้าไปที่วัด เพื่อตามหาพระรณฤทธิ์ ซึ่งจาก การที่ทีมข่าวเข้าไปภายในวัด ก็ได้เจอกับกุฏิของ พระมหารณฤทธิ์ แต่จากการสอบถามพระที่อยู่ใกล้เคียงกับกุฏิ จึงได้ทราบว่า พระมหารณฤทธิ์ออกไปกิจนิมนต์ จากนั้นทีมข่าวจึงได้พยายามโทรหาพระมหารณฤทธิ์ จึงได้สอบถามถึงกรณีดังกล่าวกับท่าน โดยพระมหารณฤทธิ์ ได้กล่าวว่า

 

“ตนเองนั้นไม่ทราบเรื่องราวอะไรทั้งสิ้นว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างบ้านสองหลังดังกล่าว เพียงแต่ว่าส่วนตัวนั้นต้องมีกิจของสงฆ์ในตอนเช้าทุกเช้า คือจะต้องเดินบิณฑบาต และบริเวณหมู่บ้านดังกล่าว ก็เป็นพื้นที่ที่ต้นและพระอีกหนึ่งรูปต้องเข้าไปบิณฑบาต ซึ่งตนนั้นบิณฑบาตมาในพื้นที่แห่งนี้ประมาณ 20 ปีแล้ว ตนก็เห็นว่าบ้านของโยมคนดังกล่าวนั้น ก็ได้ใส่บาตรมาตลอดซึ่งเป็นเวลา 10 กว่าปี อันนี้คือสิ่งที่ตนทราบ

 

ส่วนในเรื่องการนำชื่อของตนไปเป็นพยานในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกันระหว่างบ้านสองหลังนั้น ในเรื่องนี้โยมเจ้าของบ้านก็เคยพูดกับตนเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ไม่ได้มีการแจ้งเป็นกิจจะลักษณะว่า จะนำชื่อตนไปเป็นพยาน และในตอนนี้ยังไม่ได้มีใครติดต่อมา ซึ่งในวันนี้ ตนยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ เพราะจะต้องเตรียมตัวไปต่างประเทศ โดยเรื่องราวทั้งหมดตนก็ทราบเพียงเท่านี้

 

วันนี้ทีมข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านดังกล่าว เพื่อตามหา ผู้ฟ้องร้องบ้าน คือป้าศรีพรรณ แต่เมื่อทีมข่าวได้ลงพื้นที่แล้ว ได้พยายามสอบถามถามหาป้าศรีพรรณ แต่ปรากฏว่าบริเวณที่บ้าน ของป้าศรีพรรณไม่มีผู้ใดให้คำตอบกับทีมข่าว และไม่มีใครแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของบ้าน

 

ทีมข่าวพยายามเดินสอบถามเพื่อนบ้านหลายหลัง จนกระทั่งพบกับหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านที่มีประเด็นมากนัก ทีมข่าวได้พบกับนายพงษ์ และ น.ส.วารี (นามสมมติ) ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังดังกล่าวและเพื่อนบ้าน กับป้าศรีพรรณ อยู่ใกล้กับบ้านที่มีประเด็น โดยได้เล่าให้กับทีมข่าวฟังว่า

 

“ตนทั้งสองคนได้อาศัยอยู่บ้านหลังนี้ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งในตอนที่อาศัยอยู่ก็พบว่าบ้านของป้าศรีพรรณ ก็ได้อาศัยอยู่ก่อนแล้ว และได้ทำการรีโนเวทบ้านหลังหลังที่เป็นประเด็นแล้ว ซึ่งในตอนนั้นตนก็คิดว่าได้ทำการซื้อขายกันเรียบร้อย โดยก่อนหน้านี้ ป้าศรีพรรณ เคยพูดไว้ว่าตั้งใจว่าซื้อบ้านหลังดังกล่าวแต่ตนก็ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกันจึงไม่มีการซื้อและมีการฟ้องร้องตามที่เป็นข่าว

 

โดยปกติแล้วป้าศรีพรรณจะเป็นคนดีและเป็นคนที่ใจบุญชอบการทำบุญ และจะเลี้ยงลูกหลานอยู่กับบ้าน ไม่เคยมีปัญหากับใคร แต่จากเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นตนไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรจึงมีปัญหาดังกล่าว แต่ในส่วนของเรื่องอื่นตนยืนยันเลยว่า ป้าศรีพรรณ เป็นคนดีอย่างแน่นอน”

ฝั่งชิงบ้านแต้มต่อ! คนในซอยลั่นอยู่เกิน 10 ปียึดถูกกฎ อึ้งป้ายไก่ลบเบอร์พอเช็กไลน์พีกมาก