นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดใจเหตุประกาศยุติบทบาทประธาน ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เหตุอยากพักให้เวลากับครอบครัว เรียนนิติศาสตร์ให้จบ

หลังจากนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โพสต์ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 61 โดยระบุข้อความว่า “วันศุกร์ที่ 31 ส.ค. 2561 เวลา 20.00 น. ชมรมฯ จะแถลงเคลียร์ทุกประเด็น และจะประกาศยุติบทบาทการทำหน้าที่ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และประกาศปิดชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ติดตามการถ่ายทอดเฟซบุ๊กไลฟ์ครั้งสุดท้ายตามวันเวลาดังกล่าว”

ขณะที่โลกโซเชียลต่างเข้ามาตั้งคำถามถึงโพสต์ดังกล่าวในทำนองว่าเกิดอะไรขึ้น บางส่วนก็มองว่าอาจเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวในบางเรื่องที่เกี่ยวโยงคดีดังคดีหนึ่ง

ล่าสุดนายอัจฉริยะ ได้เปิดเผยกับทีมข่าวช่อง 8 ว่าชมรมได้ก่อตั้งขึ้นมาหลายหน่วยงาน ที่ทำร่วมกันมานานกว่า 7 ปี และทำคดีช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสำเร็จไปกว่า 5,000 คดี โดยการเอาตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ โดยยืนยันว่า ไม่เคยหวังผลตอบแทน และไม่เคยได้อะไร มีแต่เสีย บางคดีก็มีปัญหา ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเสียเอง

ส่วนวันนี้ตนเองรู้สึกว่า ได้ทำงานมาจนถึงจุดอิ่มตัวและอยากพัก เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว รวมถึงยังต้องเรียนนิติศาสตร์ให้จบ จึงได้มีการปรึกษากับคณะกรรมการของทางชมรมแต่คณะกรรมการไม่มีใครเห็นด้วย อย่างไรก็ตามตนเองยังคงต้องรับผิดชอบคดีใหญ่ และคดีสำคัญอีกหลายคดี รวมไปถึงคดีที่ยังติดค้างอยู่อีก 15 คดีซึ่งต้องรับผิดชอบจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

พร้อมยืนยันว่า การออกมาโพสต์ลักษณะนี้ไม่ใช่การสร้างกระแส เพราะการตั้งชมรมก็เหมือนการตั้งบริษัทของตนเองเป็นการใช้เงินทุนของตนเอง หากจะมีการปิดตัวลงก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะจริงๆแล้วชมรมถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำจิตอาสาอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสร้างกระแสแต่อย่างใด และเชื่อว่าตลอดการทำงานที่ผ่านมาทั้งสื่อมวลชน และประชาชนเองได้พิสูจน์การทำงานแล้วว่า ทางชมรมไม่เคยรับเงินบริจาคของใครและการทำงานทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้

ส่วนประเด็นที่มีข้อขัดแย้งกับทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯนั้น นายอัจฉริยะกล่าวว่า ไม่ขอเรียกว่าเป็นการทะเลาะกัน และไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าทะเลาะเพราะการทำงานของแต่ละคนอุดมการณ์ต่างกัน ส่วนตนเองขอยืนยันว่าอุดมการณ์คือจะไม่รับทำคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะมองว่าคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดคือคนที่ทำลายชาติ ดังนั้นการที่เป็นนักกฎหมายและเป็นจิตอาสาไม่ควรจะรับทำคดีเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่แล้ว

โดยสิ่งที่นายอัจฉริยะพูดไปนั้น นายอัจฉริยะเปิดเผยว่า ไม่ได้เป็นกล่าวเตือนทนายษิทรา เพราะเชื่อว่าทนายษิทรามีวุฒิภาวะพอ แต่เป็นการพูดในลักษณะให้ข้อคิดกับทุกคน และไม่ได้เห็นด้วยกับการนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาเป็นเน็ตไอดอล หรือนำประสบการณ์มาเล่าให้เด็กฟัง แทนที่จะเป็นการป้องกันหรือตักเตือนไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยว เพราะสิ่งที่ทำอยู่ค้านกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

ส่วนกรณีที่ทนายษิทรา ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า ตนเองใจร้อนที่ตอบโต้นายอัจฉริยะในลักษณะดังกล่าว และพร้อมเป็นกำลังใจให้นายอัจฉริยะเสมอ ซึ่งกรณนี้นายอัจฉริยะกล่าวว่า ไม่มีใครรับได้กับการทำร้ายคนอื่นโดยเอาชีวิตที่เสียไปสองชีวิตมาทำร้ายคนอื่น ซึ่งมันไม่ใช่วิสัยของนักกฏหมาย ไม่ใช่จะพูดอะไรก็ได้คนอื่นเสียหายช่างมัน และยืนยันว่าทุกคดีที่ตนเองทำ ล้วนทำด้วยความสุจริต ถ้ามีหลักฐานก็สามารถนำมาฟ้องร้องดำเนินคดีตัวเองได้เลย

พร้อมทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ทนายษิทราทำไม่ใช่การโต้แย้ง แต่เป็นการทำลายคนอื่น และยังฝากว่า "อย่าใช้โซเชียลในการทำลายคนและสุดท้ายคุณก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรต่อสังคมเลย วันนี้ไม่ใช่คนหล่อพูดอะไรก็ได้ คนหล่อพูดอะไรก็ไม่ผิด แล้วคนแก่อย่างผมไม่มีหัวใจหรือไง ดังนั้นต้องพิจารณาด้วยเหตุผล"

โดยนายอัจฉริยะ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า "ทองแท้ยังไงก็เป็นของแท้ แต่ถ้าเป็นทองลอกสักวันนึงมันก็ต้องลอก วันนี้ผมพูดไปอาจจะไม่มีใครเชื่อ เดี๋ยวผมจะมีวิธีพิสูจน์ให้ดู"