หลายฝ่าย ต่างแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถาม 6 ข้อ ของนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาถามประชาชน ซึ่งมีทั้งเห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วย

โดย นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึง 6 คำถามนายกรัฐมนตรี และ ความต้องการของบรรดาพรรคการเมือง ในขณะนี้ ว่า สะท้อนภาพของความปรารถนาทางการเมืองที่ยังไม่ลงตัวและเป็นเรื่องยากที่จะรอมชอมและร่วมส่วนในกระบวนการทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะมาถึงเราเห็นสุ้มเสียงของความไม่ไว้วางใจนักการเมืองและพรรคการเมืองผ่าน 6 คำถามนี้

แต่ก็ยังไม่เห็นว่า รัฐบาล คสช. หรือ การเมืองที่ คสช. จะทำให้ประชาชนกลับมาไว้วางใจการเมืองได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็ยังเป็นคำถามของประชาชนที่ยังไม่มีคำตอบ หรือ แม้แต่การ ปรับครม. ที่ตอบโจทย์ประชาชน

ในขณะเดียวกัน สุ้มเสียงของบรรดาพรรคการเมืองที่เริ่มเป็นกระแสมาจดจ่ออยู่ที่การปลดล็อก เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด และ พยายามสร้างฉากให้ประชาชนเห็นว่าการปลดล็อกสู่การเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด ในขณะนี้ก็อาจไม่ได้ใจประชาชนอย่างที่คิด เพราะบทเรียนของประชาชนต่อนักการเมืองสะสมมายาวนาน

ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การตั้งโจทย์เพื่อให้ประชาชนมาตอบคำถามของนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว เสียเวลาทำมาหากิน เสียเวลาของข้าราชการ แทนที่จะคิดแก้ปัญหาปากท้อง สร้างความเชื่อมั่น แต่กลับตั้งคำถามซ้ำเติมให้ความเชื่อมั่น นี่คือปัญหาของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โยนคำถาม เพื่อสนองความต้องการของตัวเองเพียงคนเดียว 

ส่วนการที่ทหารตั้งพรรคการเมือง เพื่อลงสนาม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้า คสช. ไปสนับสนุนพรรคการเมือง จะเป็นปัญหาในแง่ความชอบธรรม สุดท้ายแต่ละฝ่ายไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เช่น ถ้า คสช. ไปสนับสนุนพรรคไหนแล้วแพ้ คนก็กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองอีกหรือเปล่า หรือหากพรรคที่ไม่ใช่พรรคทหารพบกับความพ่ายแพ้ ก็จะเกิดข้อครหาจากความได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ดี การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามคำถามที่นายกฯ ตั้งมา จึงเป็นระเบิดเวลาให้เกิดกลียุคในอนาคตได้ ไม่ใช่การถามช เพื่อหวังดีกับประเทศ ไม่เข้าใจว่าทำไม นายกรัฐมนตรี จะมองประเด็นอย่างนี้ไม่ออก พร้อมแนะนำประชาชน อย่าเสียเวลามาตอบคำถาม ไปทำมาหากิน เพื่อปากท้องตัวเองดีกว่า

ขณะที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนี้ ว่า คสช.ควรหยุดพฤติกรรมย้อนแย้ง เพราะทั้ง สวนดุสิตโพล กรุงเทพโพลล์ ซูเปอร์โพล ต่างสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนกว่าร้อยละ 70 ว่า ต้องการให้ปลดล็อกพรรคการเมือง แต่กลับปฏิเสธความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน โดยการไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง ไม่ฟังและไม่พิจารณา แล้วประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไร ว่า รัฐบาลจะเปิดใจรับฟังคำตอบ และ นำไปสู่การวิเคราะห์ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย

คสช. และ รัฐบาล ควรรับฟังความเห็นของประชาชน ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีคิด ไม่เช่นนั้นคะแนนนิยมของ พลเอกประยุทธ์ อาจมีแนวโน้มลดต่ำลงอีกเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พลเอก ประยุทธ์ โยนคำถาม 6 ข้อ ออกมา เท่ากับยอมรับความจริงแล้วใช่หรือไม่ว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จึงถามใจประชาชนว่ายังรักอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ การถามว่าอยากได้พรรคการเมือง หรือนักการเมืองใหม่ๆ หรือไม่นั้น ส่วนตัว คิดว่า นักการเมืองใหม่ ก็คือ คนเก่าอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งนั้น จะเป็นคนที่ไม่เคยสังกัดพรรคการเมือง แต่มาจากการแต่งตั้งของ พลเอก ประยุทธ์ เช่น สปช. สปท. สนช. แล้วมาเรียกว่านักการเมืองหน้าใหม่ ซึ่งนักการเมืองไม่ว่าจะหน้าใหม่หรือเก่า สำคัญที่ความคิด ต้องเข้าใจประชาธิปไตย อำนาจอยู่ที่ประชาชน การจะมอบอำนาจให้ใครนั้นต้องมีความรัก ผูกพัน และ เชื่อมั่นว่า จะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ ลดความขัดแย้ง พาประเทศไปสู่ความศิวิไลซ์ ไม่ใช่อึมครึมแบบนี้

ด้าน นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้ง 6 คำถาม ถึง ประชาชน ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถจะสอบถาม เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้ ส่วนตัวขอตอบคำถามข้อ 1 ว่า หากจะมีพรรคการเมืองใหม่ หรือนักการเมืองหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะในทางการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว

ส่วนข้อ 2 คำถามว่า เรื่องการจะสนับสนุนพรรคใดของนายกรัฐมนตรี หรือ จะตั้งพรรค ก็ถือเป็นสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง ควรรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลาง พร้อมระบุว่าไม่กังวลกรณีกระแสข่าวการตั้งพรรคทหาร

ส่วน นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่เป็นความเห็นของนักการเมือง เพราะจริงๆ แล้วคำตอบที่ส่งมาให้นายกรัฐมนตรี นั้น เป็นคำตอบเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนคำตอบจริงๆ จะขึ้นอยู่ที่ประชาชน ส่วนตัว มองว่า การเมืองการปกครองในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นายกรัฐมนตรี จะต้องรับฟังเสียงของประชาชนโดยตรงเป็นระยะ ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกกับการตั้งคำถาม เพียงแต่คำถามที่รับฟังความเห็นอาจจะแตกต่างกันตามห้วงเวลาของโรดแมป ขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเตรียมการทางการเมือง

ทั้งนี้ การสื่อสารกับนายกรัฐมนตรีโดยตรงอย่างตรงไปตรงมา และมีตัวตนชัดเจนนั้นเป็นสิ่งสำคัญและเป็นสิ่งที่ดี เพราะผู้นำในลักษณะเช่นนี้ต้องฟังเสียงของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้มีคนแนะนำให้นายกรัฐมนตรีฟังเสียงของประชาชนให้มาก จึงกลายเป็นที่มาของคำถามนี้ ส่วนการโต้ตอบกันไปมาระหว่างนักการเมืองและผู้บริหารถือเป็นเรื่องปกติ และประชาชนคุ้นเคย แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องการให้ประชาชนไปที่ศูนย์ดำรงธรรมและสื่อสารกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง 

นายปณิธาน ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากวิธีนี้แล้ว ยังมีวิธีการสื่อสารกับนายกรัฐมนตรีทางอื่นด้วย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดตามข่าวสารและใช้เทคโนโลยีด้านสื่อสารสมัยใหม่ตลอดเวลา ที่สำคัญที่สุด คือ การสื่อสารให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงความต้องการของประชาชนในการเข้าสู่การเลือกตั้ง เรื่องนี้มีการเตรียมการกันมาเป็นระยะแล้ว และขณะนี้อยู่ในช่วงสุดท้าย การรับฟังความคิดเห็นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และเกิดข้อถกเถียงในหลายข้อที่ทำให้พบเห็นประเด็นใหม่ รวมทั้งข้อจำกัดและช่องว่างที่จะต้องดำเนินการเพิ่มเติม ซึ่งถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดี

และ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองหลังจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งคำถาม 6 ข้อ ว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีสิทธิ์ที่จะถามความเห็นในประเด็นสาธารณะ ส่วนใครจะตอบหรือไม่ตอบ จะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร เป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล

ในขณะที่ คนไทยยังไม่สร่างจากความเศร้าเสียใจ จากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ก็ต้องมาทุกข์ใจกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังเป็นท่าทีหักโค่นกันแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนในอดีต ส่วนตัว เชื่อว่า ประชาชนจะมีความสุขและมีความหวังมากกว่านี้ ถ้าทุกฝ่ายจะลดราวาศอกลงบ้าง ปรับเปลี่ยนท่าทีจากเผชิญหน้าเป็นหันหน้าพูดจากันอย่างให้เกียรติให้เครดิตกันและกัน หลีกเลี่ยงคำพูดแบบรังเกียจเดียดฉันท์สร้างความเกลียดชัง

รวมทั้ง ยังคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องตั้งหลักเริ่มต้นใหม่โดยทุกฝ่ายเริ่มจากแม่น้ำ 5 สาย ฝ่ายการเมือง สื่อมวลชน และ ทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีตามแนวทางปฏิรูปการเมืองอย่างสร้างสรรค์ใช้เหตุใช้ผลอย่างสุภาพและเคารพความเห็นต่างโดยไม่ต้องแตกแยกแบ่งฝ่ายไม่ดีกว่าหรือจึงขอฝากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณาไตร่ตรองเพื่อให้ประเทศของเราเดินหน้าสู่อนาคตที่ดีกว่าไม่วนเวียนอยู่ในวังวนของความขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ความเห็นคำถาม 6 ข้อ ของนายกฯ